รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายขุมทรัพย์ โลจายะ กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหุ้นบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า นายขุมทรัพย์อาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชนเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินทุกประเภทที่ใช้ในการประกอบธุรกิจอิฐมวลเบา ทั้งทรัพย์สินที่ใช้ในการผลิต ใบอนุญาตต่างๆ เครื่องหมายการค้า และสินค้าคงเหลือให้แก่บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจหลักของบริษัทซุปเปอร์บล๊อก โดยนายขุมทรัพย์เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของบริษัทซุปเปอร์บล๊อกได้ล่วงรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากได้รับมอบหมายจาก บริษัทซุปเปอร์บล๊อกให้เป็นผู้ติดต่อและประสานงานกับฝ่ายผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม บริษัทซุปเปอร์บล๊อกเปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป ผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการขายทรัพย์สินเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 แต่ตรวจพบว่าในช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 นายขุมทรัพย์ได้ขายหุ้น บริษัทซุปเปอร์บล๊อก ในบัญชีของนายขุมทรัพย์และในบัญชีของบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของนายขุมทรัพย์ การขายหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน เข้าข่ายเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอก เป็นความผิดตามมาตรา 241 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
รายงานข่าวระบุว่า การกระทำผิดข้างต้นผู้กระทำความผิดสามารถเข้ารับการพิจารณาการลงโทษปรับทางอาญาโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ อย่างไรก็ดี นายขุมทรัพย์ไม่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบความผิด ก.ล.ต.จึงกล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ นายขุมทรัพย์ยังขาดความน่าไว้วางใจให้เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดีอีกด้วย การกล่าวโทษของ ก.ล.ต.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลยุติธรรม

