ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยวันที่ 22 กันยายน ว่าตลอดทั้งวันหุ้นไทยซื้อขายแดนบวกสดใส ปิดการซื้อขายที่ 1,505.99 จุด เพิ่มขึ้น 18.82 จุด หรือ 1.27% ขณะที่ราคาทองคำประกาศโดยสมาคมค้าทองคำปรับขึ้นจากวันก่อนหน้า 150 บาท ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 21,800 บาท ขายออกบาทละ 21,900 บาท ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 21,405.92 บาท ขยายออกบาทละ 22,400 บาท ทองคำโลกอยู่ที่ 1,334 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นไทยซื้อขายสดใสเหมือนตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเป็นการรับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในช่วง 0.25-0.50% อย่างไรก็ดี ดัชนีที่ปรับขึ้นเกิน 1,500 จุดนั้น มองว่าอัตราการปรับขึ้นนับจากนี้จะเกิดขึ้นได้น้อย ยกเว้นจะมีปัจจัยบวกใหม่ๆ มาสนับสนุน ทั้งนี้ มองกรอบแนวต้านที่ 1,510-1,520 จุด แนวรับที่ 1,490 จุด และฝ่ายวิเคราะห์ยังมองกรอบดัชนีในช่วงสิ้นปีนี้ที่ 1,520 จุด สำหรับผู้ที่ยังไม่มีหุ้นหากต้องการเทรดซื้อขายสั้นแนะนำเทรดเพียง 30% ของเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนผู้ที่มีหุ้นแล้วแนะนำทยอยขายทำกำไร
นายพิชญา พิสุทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ห้างขายทองเลี่ยงเซ่งเฮง จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า แม้ทางประธานเฟดจะประกาศชัดเจนว่าไม่ได้กังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว แต่ส่วนตัวยังมองว่าเป็นการพูดทางการเมือง สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนการเลือกตั้ง แต่สถานการณ์โดยรวมของโลกยังไม่ดีนัก การขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อการนำเข้าส่งออกของสหรัฐ หรือฉุดให้เศรษฐกิจโลกทรุดลงได้ ดังนั้น จึงประเมินว่าในปีนี้เฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาทองคำ
สำหรับราคาทองในช่วง 1-2 เดือนนี้จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยรับข่าวเห็นได้จากหลังเฟดประกาศผล กองทุนเอสพีดีอาร์ซึ่งเป็นกองทุนที่เก็งกำไรราคาทองคำขนาดใหญ่ของโลกได้เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 5.9 ตัน ทำให้ราคาทองได้รับแรงบวกเชิงจิตวิทยา ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 เดือนนี้มองกรอบทองคำต่างประเทศที่ 1,290-1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำในประเทศสูงสุดไม่เกินบาทละ 22,500-23,000 บาท ต่ำสุดไม่เกินบาทละ 21,000 บาท แต่ต้องดูว่าค่าเงินบาทหลังจากนี้จะอ่อนค่าหรือไม่ หากอ่อนค่าจะทำให้ราคาทองเพิ่มขึ้น
น.ส.ศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า การที่เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ยังไม่ทำให้ภาพรวมของอัตราดอกเบี้ยในโลกเป็นไปในทิศทางขาขึ้นเพราะประเทศญี่ปุ่น อังกฤษ ยุโรป ยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่ผ่อนคลาย การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่จะถึงในเร็วๆ นี้จะใช้เวลาปรับขึ้นประมาณ 3 ปีจนกว่าดอกเบี้ยจะมาอยู่ในระดับปกติ จากในอดีตจะใช้เวลาปรับขึ้นประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น เพราะยังมีสถานการณ์ต่างๆ คอยกดดัน

