‘อาคม’ ชี้ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ 70% เปิดช่องให้กู้ได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท เผยยังไม่มีแผนกู้เพิ่ม

‘อาคม’ ชี้ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ 70% เปิดช่องให้กู้ได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท เผยยังไม่มีแผนกู้เพิ่ม ยันไทยไม่มีปัญหาการชำระหนี้ รัฐบาลจัดสรรงบไว้ทุกปี

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง กรณีขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เป็น 70% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพี นั้น เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่การคลังในการบริหารเศรษฐกิจในภาวะไม่ปกติ โดยการขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นอีก 10% จะทำให้รัฐบาลมีช่องในการก่อหนี้เพิ่มได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท แต่ทั้งนี้การจะกู้เพิ่มหรือไม่นั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเศรษฐกิจขณะนั้น

นายอาคม กล่าวว่า ยืนยันแม้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม ก็ไม่มีปัญหาในเรื่องการชำระหนี้ ซึ่งตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ได้กำหนดให้สำนักงบประมาณต้องจัดสรรงบรายจ่ายประจำปีในสัดส่วน 2.5%-4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งในปีงบประมาณ 65 ได้จัดสรรงบสำหรับชำระคืนต้นเงินกู้ที่ 3.2% หรือ 1 แสนล้านบาทไว้แล้ว และจัดสรรเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจะมีการบริหารโครงสร้างหนี้ของรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อลดภาระในเรื่องของต้นทุนการกู้เงิน เช่น เงินกู้ก้อนไหนที่มีดอกเบี้ยสูง ก็จะใช้วิธีออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งเป็นการบริหารหนี้ให้มีความเหมาะสม

นายอาคม กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังมีเงินกู้ จาก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งมีการวางกรอบวงเงินสำหรับใช้ในการแก้ปัญหาและเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2564 ไว้ที่ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุดได้ทำการกู้เงินไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่วงเงินอีก 3.6 แสนล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในปีงบประมาณ 65 ดังนั้น กรณีโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ หรือ เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ และจะเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ก็จะมาพิจารณาถึงความจำเป็นในการกู้เงินอีกครั้ง

“การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะในปี 2563 และปี 2564 กระโดดขึ้นมาและใกล้เคียง 60% โดยคาดการณ์ว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 58.96% ซึ่งตามปีงบประมาณถือว่ายังต่ำกว่าเป้าที่กำหนดไว้ที่ 60% แต่หากมีการกู้เงินจาก พ.ร.ก. อีก 3 แสนกว่าล้านบาทในปี 65 ก็จะทำให้หลุดกรอบที่ตั้งไว้ ดังนั้นจึงต้องขยับเพดานเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง” นายอาคม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวอีกว่า มูลหนี้ปัจจุบันที่ 8.9 ล้านล้านบาท เป็นมูลหนี้คงค้าง ซึ่งการก่อหนี้ของรัฐบาลในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา เป็นการกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่การกู้เพื่อการบริโภค ซึ่งในการเยียวยาและแก้ปัญหาภัยธรรมชาติเป็นการใช้งบกลางเป็นหลัก ขณะที่การแก้ปัญหาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเริ่มกู้ในปี 2563 และออก พ.ร.ก.กูเงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาทในปี

“ปี 2563 รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ และเม็ดเงินที่กู้ส่วนใหญ่ไปถึงมือประชาชน แต่ประเด็นอยู่ที่การกู้สูงหรือไม่ ซึ่งจะต้องไปดูที่ตัวตั้ง ก็คือ จีดีพีโดยในปี 2563 จีดีพี ติดลบ เมื่อตัวตั้งคือเงินกู้เพิ่ม แต่ตัวหารคือ จีดีพี ติดลบ ก็ทำให้มองว่าสัดส่วนหนี้สูงไปด้วย แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่วางไว้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปิดประเทศโดยเร็วและต้องสร้างสมดุลในการป้องกันการติดเชื้อ เพื่อให้สามารถเดินหน้าเศรษฐกิจได้” นางอาคมกล่าว

นอกจากนี้ นายอาคม กล่าวย้ำว่า กระทรวงการคลังมีวินัยการชำระหนี้ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ขยายเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมต้องไม่เกิน 60% เป็น 70% 2. ความสามารถในการชำระหนี้ต่อจีดีพี และภาระหนี้ของรัฐต้องน้อยกว่า 35% โดยปัจจุบันอยู่ที่ 31.76% ซึ่งยังมีพื้นที่ทางการคลัง 3. หนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องน้อยกว่า 10% โดยขณะนี้อยู่ที่ 1.67% ซึ่งถือว่าต่ำมากเนื่องจากระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้กู้เงินจากต่างประเทศ และ 4. หนี้เงินตราต่างประเทศต่อภาคการส่งสินค้าและบริการ น้อยกว่า 5% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.6%

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้BTS กล่าวสุนทรพจน์บนเวทียูเอ็น พูดแทนเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น ‘ลอสต์ เจเนอเรชั่น’ ยุคโควิด
บทความถัดไปมาคาเลียส เผยหลังคลายล็อกดาวน์ยอดจองวอเชอร์ที่พักพุ่งเกิน 100% ยังห่วงโควิด การ์ดห้ามตก