พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายกายเลียนโป เยเซ ดอร์จี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ภูฏาน ณ กระทรวงเกษตรและป่าไม้ เมืองทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาณ ว่า ได้หารือและติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ ใน 3 เรื่อง คือ 1.ความร่วมมือด้านวิชาการเกษตร โดยเฉพาะด้านพืช ซึ่งเป็นสาขาการเกษตรที่ไทยและภูฏานได้มีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพืชไร่ พืชสวน ผักผลไม้ ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรอินทรีย์ รวมถึงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ ในพระราชดำริของพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯไทยรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่โครงการได้ประสบผลสำเร็จด้วยดีจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย และยินดีที่โครงการดังกล่าวจะได้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับของเมืองทิมพูและพื้นที่อื่นๆ ของภูฏาน อย่างไรก็ตาม นอกจากการเป็นผู้นำและผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรแล้ว ไทยยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการวิจัยร่วมในพืชเศรษฐกิจหายากที่เป็นพืชท้องถิ่นของภูฏาน ได้แก่ พืชสมุนไพร และเห็ดที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจและมีสรรพคุณเป็นยา อาทิ เห็ดถั่งเช่า ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศด้วย
2.ความร่วมมือด้านปศุสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและแบบแปลนก่อสร้าง รวมทั้งเทคโนโลยีการจัดการมาตรฐานโรงงาน ในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์แห่งแรกของภูฏาน ดังนั้น ในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯไทยมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตด้านปศุสัตว์ให้กับฝ่ายภูฏาน พร้อมแลกเปลี่ยนและขยายพันธุ์ปศุสัตว์หลายชนิดของไทย เช่น ไก่งวง สุกร และโค เพื่อการพัฒนาภาคการผลิตให้ก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ จากการพัฒนาพันธุ์ปศุสัตว์ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนกัน การให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและทางวิชาการด้านการจัดการปศุสัตว์ รวมถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีพื้นฐานด้านการแปรรูปปศุสัตว์ที่ภูฏานยังไม่สามารถผลิตได้เองจะส่งผลทำให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดการส่งออกพันธุ์สัตว์และสินค้าแปรรูปด้านปศุสัตว์มายังภูฏาน ซึ่งนอกจากผู้บริโภคจะเป็นชาวภูฏานแล้ว ยังมีเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในภูฏานอีกด้วย 3.ความร่วมมือด้านชลประทาน และโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบทางการเกษตร ในพระราชดำริของพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก โดยน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย มาเป็นต้นแบบการพัฒนาการเกษตรในภูฏาน ซึ่งศูนย์นี้กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตรของไทยได้ให้การสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และแผนการดำเนินโครงการ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นต้นแบบการทำการเกษตรให้แก่เกษตรกรชาวภูฏาน อันเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการส่งเสริมการทำเกษตรโดยใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ภาคเกษตรกรรมของราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อแสดงความเป็นผู้นำด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนในภูมิภาค กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเผยแพร่พระเกียรติคุณให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
“หลังจากที่กระทรวงเกษตรฯไทย และกระทรวงเกษตรและป่าไม้ภูฏาน ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา หน่วยงานที่รับผิดชอบของทั้งสองประเทศได้ดำเนินความร่วมมือภายใต้เอ็มโอยูอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือได้ครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน การจัดการดินและน้ำ การสหกรณ์ รวมทั้งมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วม ซึ่งการประชุมร่วมดังกล่าวจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการดำเนินงานความร่วมมือด้านต่างๆ ที่มีความเห็นพ้องร่วมกันและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะขยายฐานการค้าและการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกัน แม้ว่าขณะนี้การนำเข้าสินค้าการเกษตรไทยมายังภูฏานจะยังไม่เป็นที่น่าสนใจ เนื่องจากมีต้นทุนด้านการขนส่งสูง แต่การดำเนินความร่วมมือด้านพืชและการแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตร จะเป็นโอกาสให้ไทยได้ส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีชื่อเสียงของไทยให้แพร่หลายในหมู่ชาวภูฏาน และนักท่องเที่ยวในภูฏานได้ในอนาคตต่อไป” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

