สนามบินสุวรรณภูมิ เดินหน้าปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

15 ปีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เร่งพัฒนาปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เตรียมพร้อมการเปิดประเทศต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อสร้างรอยยิ้มให้คนไทยอีกครั้ง

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ครบรอบการดำเนินงาน 15 ปี ในวันที่ 28 กันยายน 2564 พร้อมมุ่งมั่นเร่งพัฒนาการบริการในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เตรียมพร้อมการเปิดประเทศต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างรอยยิ้มให้คนไทยอีกครั้ง

น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ทุกประเทศทั่วโลกยังคงเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ธุรกิจการบินทั่วโลกยังคงประสบปัญหาภาวะวิกฤตอย่างหนักสองปีติดต่อกัน สร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ทสภ.เป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้โดยสาร เที่ยวบิน และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของ ทสภ.นั้นลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2564 ตั้งแต่เดือน ต.ค.63-ส.ค.64 (รวม 11 เดือน) ทสภ.มีสายการบินประจำให้บริการ จำนวน 77 สายการบิน โดยมีเที่ยวบินที่ทำการบินขึ้น-ลง รวมทั้งสิ้น 113,000 เที่ยวบิน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 46.4 มีผู้โดยสารใช้บริการ รวมทั้งสิ้น 5.95 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 80.7 และมีปริมาณการขนส่งสินค้ากว่า 1.1 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 4.3 ซึ่งจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารได้รวมเที่ยวบินพิเศษขาเข้าระหว่างประเทศภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลด้วยแล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ ทสภ.เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.49 มีผู้โดยสารใช้บริการแล้วทั้งสิ้นกว่า 692 ล้านคน ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ รวมทั้งหมด 18.6 ล้านตัน ปริมาณเที่ยวบิน รวมทั้งสิ้นกว่า 4.3 ล้านเที่ยวบิน
น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทสภ.ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการผู้โดยสารในด้านต่างๆ อาทิ

– โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถด้านทิศตะวันออก (อาคารจอดรถโซน 2 ส่วนขยาย) โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพจำนวนพื้นที่การจอดรถ จากเดิมช่องจอดที่ลานจอดรถโซน 1 จะมีช่องจอด จำนวน 484 ช่องจอด ซึ่งหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.65 จะสามารถเพิ่มช่องจอดรถให้สามารถจอดรถได้ จำนวน 1,022 ช่องจอด

– โครงการปรับปรุงอาคารจอดรถโซน 2 และอาคารจอดรถโซน 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการใช้บริการ และติดตั้งระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถยนต์แบบอัตโนมัติ (Auto Pay) ใช้งานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสามารถดูจำนวนช่องจอดได้แบบ Real Time และในอนาคตจะสามารถดูจำนวนช่องจอดรถที่สามารถใช้งานได้ผ่านทาง AOT Airports Application

– โครงการพัฒนาพื้นที่ลานจอดรถระยะยาวโซน A และลานจอดรถโซน 6-7 ที่มีการปรับปรุงติดตั้งหลังคาบังแดดและฝนเพื่อให้ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

– โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารผู้โดยสาร ส่งเสริมภาพลักษณ์ท่าอากาศยานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Airport) ลดการปล่อยก๊าซเลื่อนกระจก และการติดตั้งไฟ LED เพื่อประหยัดพลังงานและสนับสนุนนโยบายของรัฐในด้านการใช้พลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน

– โครงการก่อสร้างและปรับปรุงห้องสุขาภายในอาคารผู้โดยสาร อาคารเทียบเครื่องบิน A ถึง G จำนวน 52 จุด เพื่อให้เกิดความสวยงาม ผู้โดยสารสามารถใช้บริการได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และการจัดทำห้องให้นมบุตร (BABY ROOM) เพิ่มเติม ณ ผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ชั้น 2 อาคารเทียบเครื่องบิน D และขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบิน B

– โครงการปรับปรุงจุดตรวจค้นผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ โซน 1 โซน 2 และโซน 3 อาคารผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจค้นและลดปัญหาการแออัดของจำนวนผู้โดยสาร

– โครงการพัฒนาระบบรถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีการเชื่อมต่อข้อมูลระบบบริหารจัดการรถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) เช่น ระบบกดตั๋วโดยสารรถรับจ้างฯ (KIOSK) กับ AOT Airports Application ทำให้ผู้โดยสารผู้ใช้บริการสามารถจองคิว และกดตั๋วโดยสารได้จาก Application ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำและได้รับความสะดวกสบายจากการใช้บริการมากขึ้น

น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทสภ.ยังได้ให้ความสำคัญในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ เพื่อให้การบริการด้านการขนส่งสินค้ามีความคล่องตัว ในโครงการปรับปรุงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ

– โครงการตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก (Preshipment Inspection Center) หรือ PPL เป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตรให้แก่ผู้ส่งออกและเกษตรกรของไทย ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจี คาร์โก้ จำกัด และบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ให้ความร่วมมือส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติโดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2565 นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่เชื่อมโยงท่าอากาศยานภูมิภาค (AOT Local Logistics Link) เพื่อประกอบกิจการกระจายสินค้าภายใต้การขนส่งหลายรูปแบบ ที่นำเข้าทางด่านศุลกากรอื่น เพื่อมาปฏิบัติพิธีการศุลกากร ณ เขตปลอดอากร ทสภ.นับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการส่งมอบสินค้าภายใต้หลักการจัดการโลจิสติกส์ที่สร้างความได้เปรียบในการขนส่งสินค้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2565

– โครงการขยายอาคารตรวจค้น (Access Control) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับของผู้ที่เข้ามาใช้บริการเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

– โครงการติดตั้งระบบออกบัตรคิวอัตโนมัติ (AOT Free Zone Smart Queue Application) และจะดำเนินการพัฒนาระบบในส่วนของการจองคิวล่วงหน้าแบบออนไลน์ผ่าน Mobile Application (FZ Smart Queue) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการและเพื่อความปลอดภัยตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

– โครงการปรับปรุงสำนักงานศุลกากรฝ่ายสืบสวนและปราบปรามทั้ง 4 โครงการ มีกำหนดเวลาแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2565

– โครงการติดตั้งระบบบริหารจัดการบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออกพื้นที่กำกับดูแล ณ เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ทสภ. หรือ Pre-Smart AccessPhase 1 Digital Cargo M4 เป็นระบบสำหรับออกบัตรอนุญาตบุคคลและยานพาหนะชนิดชั่วคราวรายวัน (ไม่เกิน 24 ชม.) สำหรับบุคคลทั่วไป (Visitor) โดยคาดว่าจะพัฒนาและติดตั้งระบบแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2565

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ทสภ.ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ นำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ถึงแม้จะเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาด ทสภ.ก็ยังคงพร้อมให้บริการเคียงข้างผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และเตรียมพร้อมรองรับการกลับมาให้บริการ ตลอดจนสร้างความพึงพอใจในการให้บริการภายใต้รูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (NEW NORMAL) ของผู้โดยสารในอนาคต สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 ทสภ.ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน เพื่อคงความเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชีย และสมกับเป็นประตูสู่นานาชาติของประเทศไทย ที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘กู้ภัยโคราช’ ลุยน้ำช่วย ‘2 ตายาย’ ติดน้ำท่วมอดน้ำข้าวมา 2 วัน ส่วนน้ำจากเขื่อนลำเชียงไกรทะลักท่วม ต.บัลลังก์แล้ว 13 หมู่บ้าน
บทความถัดไปShoplus เปิดตัวแพคเกจ Free พร้อมฟีเจอร์โพสต์ขายสินค้าอัตโนมัติ สนับสนุนร้านค้าออนไลน์ช่วงโควิด