‘เอเซียพลัส’ ชี้บาทอ่อนสุดรอบ 4 ปี-น้ำท่วมใหญ่ กดดันทางขึ้นหุ้นไทย ทำเม็ดเงินต่างชาติชะลอไหลเข้า

‘เอเซียพลัส’ ชี้บาทอ่อนสุดรอบ 4 ปี-น้ำท่วมใหญ่ กดดันทางขึ้นหุ้นไทย ทำเม็ดเงินต่างชาติชะลอไหลเข้า

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทนถูกกดันจากภาวะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.87 บาทต่อเหรียญสหรัฐและใกล้ปรับลงทดสอบระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยสาเหตุคาดว่ามาจากแรงความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในปี 2565 ประมาณ 1 ครั้ง และปี 2566 ประมาณ 2 ครั้ง ซึ่งเร็วกว่าประมาณการในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเฟดได้ส่งสัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ครั้งไว้ในปี 2566 และเตรียมปรับลดวงเงินมาตรการการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)ในปี 2564 โดยผลกระทบที่สำคัญของการอ่อนค่าลงของเงินบาทคือ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้น จากเดิมที่มีสถานะขายสุทธิอยู่แล้ว เนื่องจากหากเงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติ มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) ได้ง่ายมากขึ้น แต่ยังมีผลเชิงบวกด้วย คือ การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยในหน่วยเงินสกุลต่างประเทศลดลง ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยแข่งขันได้ง่ายขึ้น จึงประเมินว่าค่าเงินบาทอ่อนยังเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มส่งออก, กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มโรงพยาบาล

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า รวมถึงตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยลบเฉพาะในประเทศไทยคือ ความกังวลประเด็นสถานการณ์น้ำท่วมที่สูงขึ้น หลังมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง หรือถูกน้ำท่วมไปแล้วจำนวน 29 จังหวัด อาทิ นครสวรรค์, ลพบุรี, ชัยภูมิ, พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์วนรวม (จีดีพี) ไทย ประมาณ 27.3% โดยหากย้อนกลับไปดูตลาดหุ้นไทย ช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมในปี 2564 พบว่า ภายในระยะเวลา 2 เดือน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงติดลบกว่า 24.5% และใช้เวลาถึง 5 เดือน ในการฟื้นกลับมา แม้จะมองว่าไม่ได้มีหุ้นทุกตัวที่ถูกผลกระทบรุนแรงทั้งหมดก็ตาม โดยเฉพาะหุ้นที่ผ่านเงื่อนไขต่างๆ ได้แก่ 1.เป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เวลาเกิดวิกฤตน้ำท่วม 2.เป็นหุ้นในกลุ่มฯ ที่มักปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดรวมในช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมปี 2554

“กลุ่มหุ้นปลอดภัยที่ได้กระแสการรักษาโรคจากเหตุน้ำท่วม อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ บีดีเอ็มเอส บีเอช และบีซีเอช (BDMS, BH, BCH) เป็นทั้งหุ้นผันผวนต่ำเหมาะกับการหลบความผันผวนของตลาด บวกกับปริมาณผู้ป่วยที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากภัยน้ำท่วม ขณะที่ราคาหุ้นในอดีตปี 2554 ราคาหุ้นแข็งแรงกว่าตลาดมาก หุ้นที่จำหน่ายสินค้าจำเป็นเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค อาทิ กลุ่มค้าปลีกหรืออาหาร แนะนำ ซีพีออลล์ บีเจซี ซีอาร์ซี และทียู (CPALL, BJC, CRC, TU) ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าจำเป็นในการยังชีพมากขึ้น รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ ด้วย” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เหล่ากาชาดโคราช-ขอนแก่น-สุโขทัย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัย
บทความถัดไป“พร็อพเวิร์กซ์” เปิดตัวเทคโนโลยีและนวัตกรรม IoT หนุนงานจัดการสินทรัพย์