‘สรรพสามิต’ เคาะภาษีรถอีวี ส่งบอร์ดแล้ว ไม่หวั่นอนาคตรีดภาษีน้ำมันลด เล็งเก็บคาร์บอนแทน

‘สรรพสามิต’ เคาะภาษีรถอีวี ส่งบอร์ดแล้ว ไม่หวั่นอนาคตรีดภาษีน้ำมันลด เล็งเก็บคาร์บอนแทน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2564 สามารถเก็บได้กว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณเล็กน้อย ตัวสำคัญคือภาษีน้ำมันที่หายไปค่อนข้างเยอะ เนื่องจากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ทำให้ประชาชนเดินทางลดลง และภาษีรถยนต์ที่เก็บได้ลดลง เนื่องจากการขาดแคลนชิปบางตัว ทำให้รถยนต์ประกอบออกมาเป็นคันสมบูรณ์ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม

ส่วนรายได้ในปีประมาณ 2565 นั้น คาดว่าจัดเก็บได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ สถานการณ์เรื่องน้ำมันเริ่มดีขึ้น หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพราะฉะนั้น กรมมองว่า หากไม่มีการระบาดของโควิดจนถึงขั้นประกาศล็อกดาวน์อีก ก็จะจัดเก็บรายได้ภาษีได้ใกล้เคียงเป้าหมาย

นายลวรณ กล่าวว่า ด้านมาตรการภาษีรถยนต์ระบบไฟฟ้า หรือ รถอีวี ทางกรมสรรพสามิตมีหน้าที่ในส่วนของการศึกษาด้านภาษี เพื่อการให้แรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับคนหันมาใช้รถอีวีเท่านั้น ซึ่งกรมได้ส่งให้ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานแล้ว ส่วนรายละเอียด บอร์ดอีวีจะประกาศอีกครั้ง

“การเปลี่ยนแปลงไปใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีจนกระทบกับเรื่องภาษี แต่จะค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี 2573 มีเป้าหมายขยายจำนวนการผลิตรถอีวีเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในประเทศ และระยะถัดไปพัฒนาเป็นการผลิตรถอีวีให้ได้ 100% นอกจากนี้ยังมี เรื่องแบตเตอรี่ ที่กรมจะต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีด้วย แต่คงไม่ได้เป็นรายได้หลักของกรม” นายลวรณ กล่าว

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ในปัจจุบัน เป็นการคำนวณภาษีตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออไซด์ของการทำงานของรถยนต์ ดังนั้นยิ่งรถยนต์แบบใช้น้มันที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงอัตราภาษีจะแพง ส่วนรถยนต์แบบผสม หรือ ไฮบริด ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่า อัตราการเก็บภาษีก็ถูกลง ในขณะที่รถอีวี แทบไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย ก็ควรจะต้องเก็บภาษีถูกที่สุด

นายลวรณ กล่าวว่า หากในอนาคตนั้น มีการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แล้วการใช้น้ำมันน้อยลง ที่เป็นรายได้ภาษีหลัก ซึ่งจัดเก็บได้ลดลง สิ่งจะทดแทนได้ คือ ภาษีคาร์บอน ซึ่งเป็นทิศทางที่ทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แม้ว่าไทยยังไม่ศึกษาเรื่องภาษีคาร์บอนอย่างจริงจัง แต่ถ้าเริ่มก็เริ่มต้นที่กรมสรรพสามิต โดยการเก็บภาษีนี้จะต้องดูทั้งหมด ตั้งแต่รถยนต์ ถึงภาคโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ดังนั้น ถ้าต้องการลดการจ่ายภาษี โรงงานก็ต้องมีกระบวนการลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด ก่อนออกจากโรงงาน หรือ การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อลดการเกิดก๊าซคาร์บอนหรือ สารอื่นๆส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ลอรีอัล” จับมือ “ป้อม-วินิจ” ชวนแฟนนางงามเปิดคลาสเมคอัพผ่าน Shopee Live พร้อมรับโปรเด็ด
บทความถัดไป‘ตรีนุช’ เผยเด็กสนใจฉีดวัคซีน 80% ด้านผู้ปกครอง-น.ร.สะท้อนอยากเรียน on site เหตุเรียนออนไลน์ไม่รู้เรื่อง