น้ำมันแพง-หมดมาตรการช่วยน้ำไฟ ดันเงินเฟ้อก.ย.ดีดสูงอีกครั้ง 1.68% พณ.ปรับเพิ่มเงินเฟ้อปี64 เกิน 1%

น้ำมันแพง-หมดมาตรการช่วยน้ำไฟ ดันเงินเฟ้อก.ย.ดีดสูงอีกครั้ง 1.68% พณ.ปรับเพิ่มเงินเฟ้อปี64 เกิน 1%

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ)ทั่วไป เดือนกันยายน 2564 กลับมาขยายตัวอีกครั้งที่ สูงขึ้น 1.68% หลังจากที่หดตัว 0.02% ในเดือนสิงหาคม 2563 ปัจจัยสำคัญจาก 1. การสิ้นสุดลงของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านสาธารณูปโภค (ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปา) 2.ระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงสูงต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าอื่น ๆส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวเป็นปกติและค่อนข้างทรงตัว ยกเว้นสินค้ากลุ่มอาหารสดที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่ค่อนข้างผันผวน แต่ส่วนใหญ่ยังมีราคาต่ำกว่าช่วงเดียวกันปี 2563 โดยเฉพาะข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ไก่สด ผักสดและผลไม้สด ยกเว้น ไข่ไก่ที่ยังมีราคาสูงกว่าปีก่อนค่อนข้างมากแต่แนวโน้มราคาเริ่มลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน มีสินค้าราคาสูงขึ้น 204 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 69 รายการ และ ลดลง 157 รายการ ส่วนใหญ่ราคาเพิ่มในกลุ่มไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม

นายวิชานัน กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนกันยายน สอดคล้องกับเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี2563 ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน อาทิ ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า มูลค่าการส่งออกสินค้า รายได้เกษตรกร

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งยังสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้ผลิตที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ชี้ว่าราคาสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายในระยะต่อไปยังมีแรงส่งจากราคาสินค้าในภาคการผลิต บางชนิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายวิชานัน กล่าวว่า สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักกลุ่มอาหารสดและพลังงาน) สูงขึ้น 0.19 %เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน และสูงขึ้น 0.07% จากเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส3/ 2564 เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนสูงขึ้น 0.70 % ส่งผลให้เฉลี่ย 9 เดือนปี 2564 สูงขึ้น 0.83 %
นายวิชานัน กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อไตรมาส4/2564 หากไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มเติม จะมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยเงินเฟ้ออยู่ที่บวก 1.4-1.8% โดยปัจจัยสำคัญจาก 1. แนวโน้มราคาน้ำมันยังอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในอัตราเพิ่มที่น้อยกว่าช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่ารัฐบาลจะคุมราคาในระดับที่ไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายประชาชน ซึ่งเชื่อว่าราคาน้ำมันจะผันผวนและชนเพดานเท่าปีก่อนในเดือนมีนาคม 2565 2.แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 เริ่มผ่อนคลายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินการได้ตามลำดับ และ 3.แนวโน้มการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและขนส่ง อย่างไรก็ตาม สินค้าในหมวดอาหารสดบางชนิด โดยเฉพาะ ข้าว ผักสดและผลไม้สด ยังคงมีแนวโน้มต่ำกว่าปีก่อน และมีโอกาสผันผวนตามสภาพอากาศและภัยธรรมชาติน้ำท่วม ขณะที่สถานการณ์โควิดยังคงเป็นความเสี่ยงที่เป็นตัวแปรสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ต้องเฝ้าระวังและส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

“จากสมมุติฐานต่อเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลง โดยอ้างอิงจีดีพีทั้งปีที่โต 0.7-1.2% น้ำมันโลก(ดูไบ)เฉลี่ยทั้งปี 65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทเฉลี่ย 31.50-32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงปรับคาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2564 อยู่ช่วง 0.8 – 1.2 % และค่ากลาง 1.0-1.2% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อหากเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มในอัตราใกล้เคียงกัน ถือว่ายังไม่ผิดปกติ และเป็นไปในทิศทางกำลังซื้อที่แท้จริง จากนี้เงินเฟ้อมีแนวโน้มขาขึ้น หลังจากคลายล็อก เปิดประเทศ ซึ่งจะมีความคึกคักในการจัดกิจกรรม กระตุ้นใช้จ่ายและเศรษฐกิจ” นายวิชานัน กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เฮงเค็ล ตั้งเป้าที่จะเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการเร่งความพยายามในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล
บทความถัดไปบช.น.ประกาศราคาซ่อมจีโน่ 5 คัน 47 ล้านบาท