กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองกันอีกครั้ง หลังจากที่บรรยากาศทั่วทั้งประเทศไทย ฝนตกชุกหนาแน่นติดต่อกันหลายวันเพราะเกิดร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จนทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขื่อนบางแห่งจึงต้องเร่งระบายน้ำออก ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำภาคกลาง เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมและส่อเค้าว่าปริมาณน้ำดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ เป็นวงกว้าง ประชาชนบางส่วนจึงเริ่มเกิดความวิตกกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะขยายความรุนแรงขึ้น จนการเป็นมหาอุทกภัยแบบปี 2554 หรือไม่
ความวิตกกังวลดังกล่าว “วันชัย ศักดิ์อุดมไชย” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ความเห็นว่า ปริมาณฝนและพายุที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมจนลามไปเป็นมหาอุทกภัยแบบปี 2554 อย่างแน่นอน แม้ว่าปริมาณฝนทั่วทั้งประเทศในปีนี้จะมากกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% โดยภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5-6% ส่วนภาคใต้ฝั่งอันดามันและภาคตะวันออกมีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10% แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยแวดล้อมในปีนี้มีความต่างจากปี 2554 อย่างมาก โดยเฉพาะปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำน้อยมากเพียง 56% ของความจุอ่างเท่านั้น ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำที่เกือบเต็มความจุอ่าง ทำให้เมื่อฝนตกลงมาก็ยังสามารถรองรับน้ำเข้าเขื่อนได้อีกจำนวนมาก
รวมทั้งหากมีพายุใหญ่เข้ามาอีก 1 ลูก ระบบชลประทานและลำน้ำของประเทศก็ยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มอีก เนื่องจากกรมอุตุฯคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีพายุใหญ่พัดเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 2 ลูก แต่จนถึงขณะนี้ก็มีเพียง 1 เท่านั้น ซึ่งหากพายุเข้าสู่ประเทศไทยอีก 1 ลูกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนจริงตามที่กรมอุตุฯคาดการณ์ไว้ ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่อย่างแน่นอน จะมีเพียงบริเวณที่พายุพาดผ่านเท่านั้น ที่จะได้รับผลกระทบเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นบ้าง อาทิ ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลกันว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ขอให้เลิกกังวลไปได้เลย เพราะจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯก็เป็นเพียงปัญหาน้ำรอการระบายจากฝนตกหนักเท่านั้น!!!
สอดคล้องกับความเห็นของ “ทองเปลว กองจันทร์” รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่ออกมาระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใหญ่อย่างปี 2554 จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะจากขณะนี้ทั่วทั้งประเทศยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีกมาก โดยดูได้จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 482 แห่งทั่วประเทศ ณ วันที่ 24 กันยายน 2559 มีปริมาณน้ำเพียง 44,725 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 60% ของความจุอ่างเท่านั้น โดยเมื่อแยกดูปริมาณน้ำใช้การได้จะพบว่ามีเพียง 20,905 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 41% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 30,430 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นรายภาคพบว่าอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือจำนวน 77 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 14,334 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 7,521 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 40% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 11,254 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำในภาคอีสานจำนวน 277 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 5,820 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 4,026 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 47% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 4,552 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำในภาคกลางจำนวน 18 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 948 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 63% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 885 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 62% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 553 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำในภาคตะวันตกจำนวน 10 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 17,111 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 64% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 3,825 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 28% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 9,626 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกจำนวน 57 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 1,036 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 47% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 898 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 51% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 1,181 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งอ่างเก็บน้ำในภาคใต้จำนวน 43 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 5,475 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 63% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 3,750 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 53% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 3,263 ล้าน ลบ.ม.
ซึ่งหากเจาะลึกใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา จะมีปริมาณน้ำรวมกันเพียง 13,948 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่างเท่านั้น โดยเมื่อแยกดูปริมาณน้ำใช้การได้จะพบว่ามีเพียง 7,252 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 40% ของปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมดและยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มอีก 10,923 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นรายเขื่อนพบว่าเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 5,656 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 42% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 1,856 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 19% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 7,806 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 6,946 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 73% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 4,096 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 61% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 2,564 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 666 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 71% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 623 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 70% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 273 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 680 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 71% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 677 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 71% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด และยังเหลือพื้นที่รับน้ำได้อีก 280 ล้าน ลบ.ม.
ดังนั้น จึงไม่อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะที่อาศัยภาคกลางและกรุงเทพฯ วิตกกังวลว่าจะเกิดปัญหาอุทกภัยแบบปี 2554 อีก เพราะขณะนี้ยังมีพื้นที่รองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาได้อีกจำนวนมาก ส่วนของพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่งน้ำท่วมขังเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมชลฯอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมธรรมดา
ไม่ใช่มหาอุทกภัยอย่างแน่นอน

