ดีอีเอสลุยเต็มที่ เอาผิดมิจฉาชีพออนไลน์ ตร.ชี้ อย่าเชื่อ-อย่าโอนเงิน จะไม่ถูกโกงแน่

ดีอีเอส ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ จับตามิจฉาชีพออนไลน์ ย้ำดำเนินคดีถึงที่สุด พ่วงเตรียมออกแอพพ์ตรวจสอบผู้ค้าออนไลน์

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) แถลงข่าวการหารือแนวทางป้องปราบมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน และความเข้มข้นในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพและผู้กระทำผิด ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาเป็นช่องทางหลอกลวง ฉ้อโกง ซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะในท่ามกลางความยากลำบากจากสถานการณ์โรคโควิด-19

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีอีเอสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ (กลต.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ ติ๊กต็อก ช้อปปี้ ลาซาด้า เจดีเซ็นทรัล เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางออนไลน์ รวมถึงรวบรวมหลักฐานติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

ดีอีเอสได้มีช่องทางให้ประชาชนสามารร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1212 24 ชั่วโมง เว็บไซต์ https://www.1212occ.com และอีเมล์ 1212@mdes.go.th ทั้งนี้ จากสถิติการรับแจ้งปัญหาการซื้อขายออนไลน์ในปีนี้ (1 มกราคม– 4 ตุลาคม 2564) มากสุด 3 อันดับแรก คือ ได้รับสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง (ผิดสีผิดขนาด) ไม่ได้ตามโฆษณา ตามมาด้วย ไม่ได้รับสินค้า (หลอกลวง) และได้รับสินค้าชำรุด สำหรับช่องทางการซื้อขายที่มีสถิติการร้องเรียนจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์มากสุด ได้แก่ การซื้อผ่านเฟซบุ๊ก คิดเป็นสัดส่วนถึง 82.4% จำนวนการร้องเรียน 19,296 ครั้ง ตามมาด้วย เว็บไซต์ 4.6% และอินสตาแกรม 4.3%

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อกำหนดลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย กรณีฉ้อโกงต่อประชาชนจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงขึ้นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

และหากการกระทำใดเข้าข่ายหลอกลวง ก็มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ด้านพล.ต.ต.ภาณุมาศ กล่าวว่า บช.สอท. ยังได้ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และค่ายมือถือต่างๆ วางแนวทางจัดการปัญหา SMS และโทรศัพท์หลอกลวงประชาชน โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย จะทำการบล็อก SMS ที่มีเนื้อหาชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ หรือลามกอนาจารทันที และเร่งตรวจสอบ กำกับดูแลกันเองอย่างเคร่งครัด และให้ทุกค่ายเริ่มทำการขึ้นบัญชีดำผู้ส่งที่ส่งข้อความหลอกลวง หลังจากที่ได้การแชร์ข้อมูล SMS หลอกลวงระหว่างกันแล้วพบว่ามาจากผู้ส่งรายเดียวกัน

สำหรับกรณีการโทรหลอกลวงประชาชนโดยตรง ผู้ให้บริการมือถือทุกราย สามารถตรวจสอบการกระทำความผิดได้ชัดเจนเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์มือถือที่มิจฉาชีพใช้สามารถตรวจสอบจากการลงทะเบียนได้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์นั้น ถือเป็นหลักฐานที่ระบุต้นทางที่มา ประกอบกับข้อมูลที่ประชาชนให้ข้อมูลการหลอกลวง ส่งคลิป หรือแจ้งเบอร์โทรศัพท์เข้ามาเพื่อเป็นข้อมูล บช.สอท.จะตรวจสอบกับค่ายมือถือ และ สำนักงาน กสทช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในการดำเนินคดีเอาผิดกับมิจฉาชีพต่อไป

พล.ต.ต.ภาณุมาศ กล่าวว่า ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ 911 คน จากอัตราเต็ม 2,000 คน ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม บช.สอท. ได้เตรียมออกแอพพลิเคชั่น โดยให้ผู้ประกอบการการค้าออนไลน์ได้มาลงทะเบียน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ ว่ามีตัวตนอยู่จริง มีสินค้าขายจริง ไม่คดโกงผู้บริโภค เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ อีกทั้งประชาชนสามารถโทรแจ้งเบาะแส ร้องเรียน ได้ที่เบอร์ 1441 สายด่วนตำรวจไซเบอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง

“ฝากเตือนไปยังประชาชนให้นึกถึง 4 ไม่ 1.ไม่เชื่อข้อความที่ส่งมา 2.ไม่กดเข้าไปดู 3.ไม่โอนเงิน ถ้าประชาชนทำได้ 3 อย่างนี้ ก็จะไม่ถูกโกงอย่างแน่นอน” พล.ต.ต.ภาณุมาศ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สปสช. เผยเด็กฉีดไฟเซอร์ หากมีอาการไม่พึงประสงค์ ยื่นขอเงินช่วยเหลือได้ ภายใน 2 ปี
บทความถัดไป‘พิพัฒน์’ จับมือ ‘ททท.-แอร์เอเชีย’ จัดเที่ยวบินพิเศษ ‘ดอนเมือง-เชียงใหม่’ กระตุ้นท่องเที่ยว