นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายกรมทรัพย์สินทางปัญญาผลักดันโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้าที่มีศักยภาพเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างน้อย 1 สินค้า ต่อ 1 จังหวัด โดยตั้งเป้าหมายให้ครบ 77 จังหวัด ภายในปี 2560 ซึ่งจนถึงขณะนี้มี 50 จังหวัดที่ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้ว และกำลังจะดำเนินการส่งเสริมสินค้าชุมชนในอีก 8 จังหวัด ภายในปี 2559 ได้แก่ ลำไยลำพูน ของ จ.ลำพูน กล้วยไข่กำแพงเพชร ของ จ.กำแพงเพชร น้ำตาลสดเกยชัยและเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ของ จ.นครสวรรค์ ไข่เค็มดินสอพองลพบุรี ของ จ.ลพบุรี มังคุดเขาคีรีวง ของ จ.นครศรีธรรมราช ผ้าหมักโคลนบ้านหนองสูง ของ จ.มุกดาหาร ข้าวโพดเทียนบ้านเกาะ ของ จ.พระนครศรีอยุธยา และชมพู่คลองหาด แคนตาลูปสระแก้ว ของ จ.สระแก้ว
นางอภิรดีกล่าวว่า นอกจากนี้มีสินค้าจีไอไทยยื่นจดทะเบียนในต่างประเทศแล้ว 6 สินค้า โดยได้รับจดทะเบียนในสหภาพยุโรป (อียู) แล้ว จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้, กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง สำหรับข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการอียู ผ้าไหมยกดอกลำพูนได้รับการจดทะเบียนแล้วในประเทศอินโดนีเซียและอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขอของประเทศอินเดีย ส่วนเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานได้รับจดทะเบียนแล้วที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งการที่สินค้าจีไอของไทยได้รับขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรปนั้นถือว่าสินค้าได้รับการยอมรับว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่น แตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันจากแหล่งผลิตอื่นๆ ในโลกตามมาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ และยิ่งไปกว่านั้น “ชื่อของสินค้า” ที่ได้รับขึ้นทะเบียนจะได้รับการปกป้องคุ้มครองทั่วทั้งอียูตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในแหล่งอื่นจะไม่สามารถใช้ชื่อสินค้าจีไอของไทยได้ ทั้งนี้ กรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสินค้าจีไอให้ได้รับความคุ้มครองในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดการค้าใหญ่ที่สำคัญ และมีแผนที่จะนำสินค้าจีไอไทยไปจดทะเบียน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ซึ่งทั้ง 3 สินค้าเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวจีน

