‘รถบรรทุก’ฮึ่มหยุดขนส่ง ยื่นคำขาดลดราคาดีเซล

‘รถบรรทุก’ฮึ่มหยุดขนส่ง ยื่นคำขาดลดราคาดีเซล

‘รถบรรทุก’ฮึ่มหยุดขนส่ง
ยื่นคำขาดลดราคาดีเซล

หมายเหตุ – ความเห็นจากผู้ประกอบการรถบรรทุก ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการพลังงาน กรณีกลุ่มรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือไม่เกินลิตรละ 25 บาท ก่อนจะมีการเคลื่อนไหว หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งปรับตัวขึ้นสูงอย่างมาก


อภิชาติ ไพรรุ่งเรือง
ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

หลังจากนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท ก็ต้องติดตามต่อเนื่องว่าจะลดราคาลงมากกว่านี้ได้อีกหรือไม่ แต่สิ่งที่สหพันธ์เรียกร้องจำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลให้นายกรัฐมนตรีและพี่น้องประชาชนรับทราบว่า กรณีนำน้ำปาล์มราคาลิตรละ 41 บาท ผสมกับเนื้อน้ำมันดีเซลลิตรละ 21 บาท เมื่อน้ำปาล์มราคาสูง ทำไมไม่ดึงออกไปชั่วคราวไม่ต้องนำมาผสม ก็อาจจะทำให้ราคาน้ำมันต่ำลงลิตรละ 2 บาท ถ้ารัฐบาลจะลดราคาลงเหลือลิตร 25 บาทไม่ได้ ก็ต้องไปตรวจสอบ หรือคำนวณว่า หากนำน้ำมันปาล์มออกไปแล้ว จะลดลงได้เท่าไหร่จากราคาปัจจุบัน

การเคลื่อนไหวครั้งแรกส่งสัญญาณเตือนให้ผู้รับผิดชอบเร่งทำงานแก้ไขปัญหา ดีกว่าปล่อยปัญหาเรื้อรังแล้วมีสมาชิกทั่วประเทศทนไม่ไหวออกมาเคลื่อนไหวกันเอง หากไม่มีสหพันธ์เข้าไปดูแล อาจสร้างความโกลาหลมากกว่านี้ จึงต้องการให้รัฐบาลทบทวนอีกครั้ง หากลดราคาไม่ได้จริงๆ ก็ควรออกมาอธิบายเหตุผลจากการเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 6 บาท น่าจะเก็บมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะอะไร เงินสะสมจากกองทุนที่เก็บจากประชาชน จะเอามาตรึงราคาน้ำมันจะบริหารจัดการอย่างไร ก็ควรบอกความจริงกับประชาชนว่าเงินที่เก็บไป ถ้าเอามาสนับสุนนเพื่อลดวิกฤตจากราคาน้ำมันไม่ได้ แล้วเงินไปไหนหมด หากรัฐบาลออกมาชี้แจงเรื่องนี้สหพันธ์จะนำเหตุผล ความจำเป็น หรือข้อเท็จจริงมาพิจารณาว่าจะเดินไปด้วยกันในทิศทางใด

ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเรื่องนี้ บอกว่าจะขอเวลาทำงาน 5-7 วัน ก็รับทราบ แล้วรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกตัวแทนสหพันธ์ฯไปพูดคุยกันอีกครั้ง แต่ล่าสุดยังบอกว่าตรึงราคาที่ลิตรละ 30 บาท เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่ยื่นข้อเรียกร้องให้ทราบ ก็ไม่สัมฤทธิผล เชื่อว่าเร็วๆ นี้คงมีการเพิ่มระดับอะไรออกมา แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดแนวทางได้ชัดเจน เพราะตัวแทนสหพันธ์ยังไม่ได้ประชุมหารือร่วมกัน

พวกเราเป็นสุภาพบุรุษ รอให้รัฐบาลทำงานอีก 5-7 วัน รอดูสัปดาห์หน้า มีคำตอบเพิ่มหรือไม่ สัปดาห์หน้าถ้าไม่เชิญตัวแทนสหพันธ์เข้าไปเจรจา ก็จะต้องเชิญแกนนำมาพูดคุยเพื่อมีมติ ยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป

หวังว่าทุกฝ่ายจะหันหน้ามาพูดคุยกันได้ เพื่อพิจารณาปัจจัยต้นทุนพื้นฐานจากราคาน้ำมันดีเซล หากคุมไม่อยู่ หรือยืนยันว่าราคาขั้นต่ำลิตร 30 บาท ผู้ประกอบการรถบรรทุกก็ต้องพูดคุยกับผู้ว่าจ้างในภาคการขนส่งเพื่อปรับราคา

หากปรับไม่ได้ เราก็อาจจะต้องหยุดกิจการ ขณะนี้บางส่วนหยุดขนส่งแล้วประมาณ 30% หากหยุดเพิ่มจะกระทบกับสินค้าทั่วประเทศ หากสินค้าขาดแคลนประชาชนจะเดือดร้อน แต่ยืนยันว่าสหพันธ์ไม่ต้องการไปถึงจุดนั้น

ธนสันต์ กุลเภตรานนท์
รองเลขาธิการสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน

หลังจากเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศ ในนามสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม ทรัค เพาเวอร์ (Truck Power) รวมตัวกันออกมาเคลื่อนพลพร้อมกันทั่วประเทศทั้ง 7 จุด เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้เหลือลิตรละ 25 บาท เป็นเวลา 1 ปี แต่ไม่เป็นผล เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมายืนยันว่าจะยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาทต่อไป ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศผิดหวังมาก เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำเหมือนไม่เห็นถึงความเดือดร้อนของพวกเราเลย ทั้งที่พวกเราไม่อยากออกมาปิดถนน หรือหยุดเดินรถ เพราะกลัวว่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน จึงออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้รัฐบาลได้รับทราบเท่านั้น รัฐบาลจะอ้างว่าราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ถ้าจะให้ลดเหลือ 25 บาท ก็ต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศมานั้น ตนไม่เห็นด้วย เพราะการกู้เงินมายิ่งจะทำให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก แต่รัฐบาลสามารถทำได้เลย ด้วยการดึงเงินจากภาษีต่างๆ เช่น ภาษีสรรพสามิต ปัจจุบันเก็บกว่า 6 บาท ก็ดึงมาสัก 1 บาท ภาษีท้องถิ่นที่เก็บ 58 สตางค์ ก็ดึงมาสัก 15 สตางค์ และภาษีอื่นๆ อีกจิปาถะ ดึงมาอย่างละเล็กอย่างละน้อย สามารถทำให้ราคาน้ำมันลดลงถึง 25 บาทได้ เราขอเวลาไม่มากแค่ 1 ปี หลังจากนั้นหากพ้นวิกฤตปัญหาโควิดเศรษฐกิจดีขึ้น ค่อยขึ้นราคา 30 บาท ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะตรึงราคาไว้ที่ลิตรละไม่เกิน 30 บาทอยู่อีก พวกเราคงจะต้องขึ้นราคาค่าขนส่ง เพื่อให้สามารถอยู่ได้ พวกเราไม่อยากทำ เพราะถ้าขึ้นราคาค่าขนส่ง จะทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนทั่งประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการ โรงงาน และภาคการผลิตต่างๆ ก็จะต้องปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งด้วย

ทั้งนี้ ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นัดประชุมหารือกันกับสมาคมผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศ วันที่ 23 ต.ค.2564 นี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปแนวทางการตรึงราคา 25 บาท ว่ามีอะไรสามารถทำได้เลย เพื่อยื่นเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง ให้ทันก่อนวันที่ 31 ต.ค.2564 นี้

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

คนบางกลุ่มเรียกร้องว่า ให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ ลดลงมาถึง 25 บาทต่อลิตรนั้น คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะราคาเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคานี้มานานแล้ว ดังนั้นการที่รัฐบาลช่วยตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ก็เหมาะสมแล้ว อาจจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นบ้าง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ก็เล็กน้อย ขณะที่กลุ่มบริษัท ผู้ประกอบการขนส่งคงไม่ปรับขึ้นราคาบริการในเร็วๆ นี้ เพราะยังมีกลไกการแข่งขันกันในตลาด ทำให้ยังไม่มีใครกล้าขึ้นราคามากนัก

แต่ถ้าหมดมาตรการสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และปล่อยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นไปเกิน 30 บาทต่อลิตร ก็ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบมากขนาดไหน รัฐบาลยังมีเครื่องมืออีกตัวหนึ่งคือ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จัดเก็บประมาณ 5.90 บาทต่อลิตร ถ้าราคายังมีแนวโน้มสูงขึ้นไป รัฐบาลยังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตได้อยู่ แม้ว่าจะทำให้รายได้ของประเทศลดลงไปบ้าง แต่ก็ควรดูเรื่องผลกระทบจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงด้วย หากทำให้สินค้าอุปโภคบริโภค ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ในช่วงเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าอาจจะฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากกว่าเดิมได้

แม้ว่ากระทรวงการคลัง จะบอกว่าการจัดเก็บภาษีไม่ได้มีผลต่อราคาน้ำมันโดยตรง เพราะเป็นการเก็บจากปริมาณ รวมทั้งยังไม่มีอำนาจในการปรับลด และไม่มีคำสั่งจากคณะรัฐมนตรี ทำให้ยังไม่มีการปรับลดภาษีน้ำมันลง แต่ตอนนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันไม่ปกติ รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ช่วยให้ราคาไม่พุ่งสูงเกิน 30 บาทต่อลิตร

ระหว่างนี้รัฐบาลควรขยายเวลามาตรการตรึงราคาน้ำมันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ไว้จนถึงสิ้นปีนี้ก่อน พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

รังสรรค์ พวงปราง
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG

บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพียงแต่ต้องอยู่บนบรรทัดฐานอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขของทุกภาคส่วน ปัจจุบันผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) มีต้นทุนประกอบการด้านต่างๆ ต้นทุนราคาน้ำมันขึ้นมา ก็ส่วนหนึ่ง บริษัทพยายามแอบซอร์บ (รับภาระ) ค่าการตลาดการกำหนดไว้ที่ 1.40 บาทต่อลิตร เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันไม่ถึงอยู่แล้ว ต้องมาดูรายละเอียด ข้อเท็จจริงกัน อีกอย่างปัจจุบันค่ายน้ำมันมีต้นทุนต้องสต๊อกน้ำมันต้องดูแล ขณะเดียวกันน้ำมันบ้านเราออกมาหลายโปรดักต์มาก จนบางครั้งต้องทิ้งถังโดยใช่เหตุ กลับไปกลับมา แบบนี้ภาคนักลงทุนจะมั่นใจในนโยบายพลังงานของประเทศได้อย่างไร

สำหรับประเด็นราคาน้ำมันที่ทางกลุ่มรถบรรทุกต้องการนั้น เป็นความคิดของเขา โอเค แต่สุดท้ายก็ต้องดูร่วมกันทุกภาคส่วน จะดูแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เราอยู่ในสังคม หากรัฐกำหนดให้ 25 บาทต่อลิตร ต้องดูว่าส่วนไหนจะกระทบจะเดือดร้อนบ้าง จุดเหมาะสมอยู่ตรงจุดไหน หากราคาดังกล่าวจะช่วยไม่ให้ราคาสินค้าขยับขึ้นก็ต้องดูเป็นรายสินค้า แต่ต้องยอมรับว่าราคา 30 บาทต่อลิตรเองใช้มากี่สิบปีแล้ว เงินเฟ้อขยับไปเท่าไหร่แล้ว ปัจจุบันค่าแรงเพิ่มขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว หากดูที่ 30 บาทต่อลิตร อยากถามว่ารัฐบาลเอามาจากไหนตัวเลขนี้ ควรศึกษามีคำตอบชัดเจนเดือนตุลาคมนี้ รายได้ของผู้ค้าน้ำมันน้อยมาก บางวันค่าตลาดติดลบด้วยซ้ำ กรอบค่าการตลาด 1.40 บาทต่อลิตรไม่ถึง ยังไม่นับต้นทุนอื่นของบริษัท ค่าดำเนินการ ค่าแรงงาน ค่าสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ อีก

ล่าสุด กรณีเตรียมกู้ 2 หมื่นล้านบาท ถามว่าเหมาะสมแล้วหรือ ต้องกู้มาเพื่อให้รถยนต์เผา สร้างหนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศ ในประเทศมีเรื่องเดือดร้อนอื่นตั้งเยอะ ถามว่าหากรถบรรทุกบอกให้ลดราคาในส่วนของภาษีสรรพสามิต 5 บาทต่อลิตร ก็ต้องมีคำตอบว่าแล้วรายได้ งบประมาณของรัฐหายไปจะทำอย่างไร หาจากไหนมาแทน เพราะทุกวันนี้รัฐเองก็ต้องแอบซอร์บปากท้องของประชาชนก็เยอะ ดังนั้นในภาพรวมควรถึงเวลาต้องมาพิจารณาทุกภาคส่วน ตัวเลขราคาน้ำมันดีเซลเหมาะสมควรอยู่ตรงไหน

สำหรับมติ กบง.เริ่มมีผล 1 พฤศจิกายน กลับมาใช้โปรดักต์น้ำมันดีเซลเดิมนั้นบริษัทโอเค สิ่งน่าห่วงคือ การกำหนดราคาส่วนต่างของแต่ละชนิด กำหนดว่า บี7 แพงกว่า บี10 แค่ 15 สตางค์ต่อลิตร และบี7 แพงว่า บี20 แค่ 25 สตางค์ต่อลิตร ราคาแบบนี้ขอถามว่าแล้วใครจะเติม บี10 บี20 เพราะทุกคนจะไป บี7 กันหมด เรื่องนี้นอกจากให้ค่าการตลาดต่ำไม่พอ ยังไปเพิ่มต้นทุนให้ผู้ค้าอีก ต้นทุนการคงน้ำมันในถังคือ บี10 บี20 สูญเสียในแต่ละวัน ถึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นควรคุยให้เข้าใจทุกภาคส่วน หรือรัฐอาจช่วยบางส่วน

ส่วนประเด็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มด้วยการนำไบโอดีเซล หรือบี100 มาผสมในน้ำมันดีเซลนั้น อยากให้เป็นไปตามกลไกตลาด รัฐไม่ควรยุ่ง ไม่มีใครมีอำนาจเหนือตลาดมากเกินไป ระบบจะบริการกันเอง เล่นตามกลไก ราคาจะเข้าสู่ดุลยภาพ

สุดท้ายอยากให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะอะไรที่ไม่เป็นธรรมต้องพังสักวันหนึ่ง อยากให้มองข้อเท็จจริงนี้

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon