“ลลิล” เปิดตัวพรีเมียมทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ ชิงส่วนแบ่งตลาดระดับราคา 2.7-3 ล้าน

“ลลิล” เปิดตัวพรีเมียมทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ ชิงส่วนแบ่งตลาดระดับราคา 2.7-3 ล้าน

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการทาวน์โฮมอีกระดับสู่แบรนด์ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ (Lio Prestige) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ ลลิล พร็อพ เพอร์ตี้ ได้ปรับโฉมทาวน์โฮมทั้งด้านฟังก์ชันและดีไซน์ ที่นำแนวคิดการออกแบบในสไตล์ French Colonial สะท้อนเสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสมาถ่ายทอดเป็นที่อยู่อาศัยให้ลงตัวสำหรับผู้บริโภค เพื่อมอบประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัส ทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคปัจจุบัน โดยจะคัดสรรทำเลที่ตั้งโครงการให้ใกล้เมืองมากยิ่งขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม real demand ของบริษัทฯ ให้กว้างขึ้น

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้พัฒนาโครงการ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ รัตนาธิเบศร์ – เวสต์เกต ขึ้นเป็นโครงการแรกภายใต้แบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ โดย’ไลโอ เพรสทีจ’ ได้รับการพัฒนาให้เป็นพรีเมียมทาวน์โฮม 2 ชั้น ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถในร่ม ออกแบบในคอนเซ็ปต์ French Colonial ผสานนวัตกรรมและฟังก์ชันด้วยแนวคิด iL-Lalin Innovation for Living เพื่อพัฒนามาตรฐานแห่งการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ มอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าและลงตัว โดดเด่นด้วยทำเลที่ใกล้เมืองและครบครันด้านระบบสาธารณูปโภค ทั้งคลับเฮ้าส์หรูที่มาพร้อมฟิตเนสและอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ครบครัน พื้นที่สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ออกแบบในสไตล์ Provence ถนนเมนในโครงการที่กว้างถึง 16 เมตร ระบบไฟแสงสว่างส่วนกลางแบบ LED ด้วยระบบโซล่าร์เซลและระบบหมุนเวียนน้ำดูแลสวนส่วนกลาง กล้องวงจรปิดรอบบริเวณโครงการพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เข้าออกโครงการด้วยระบบ keycard access ทั้งยัง สะดวกสบายในเรื่องการเดินทาง ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ที่จะเชื่อมต่อให้คุณได้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่าง จตุจักร-พระราม9 ได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง เซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต ไว้รองรับการจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำเลแห่งนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค ในอนาคตบริษัทฯ วางแผนจะขยายโครงการทาวน์โฮมภายใต้แบรนด์ ’ไลโอ เพรสทีจ’ (Lio Prestige) โดยได้มีการคัดสรรทำเลคุณภาพไว้รองรับแล้ว

“คาดว่า ตลาดผู้บริโภคกลุ่ม real demand จะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ เมื่อกำลังซื้อเริ่มค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ ก็ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ของปี 2564 และจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 “ในไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวบ้าน 2 โครงการใหม่ทั้งในเขตกทม.และปริมณฑล ซึ่งเป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ของแผนปี 2564 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ประกอบกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีถือเป็นช่วงไฮซีซันที่ผู้บริโภคนิยมซื้อบ้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะยิ่งส่งผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ อย่างแน่นอน โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคอุ่นใจที่จะออกมาใช้ชีวิตปกติอย่างระมัดระวังท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คือการกระจายวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนั้น ผู้ที่กำลังมองหาบ้านจึงควรใช้ช่วงเวลานี้เลือกซื้อเพราะเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างต่ำ ที่สำคัญล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการ LTV ให้ผู้ซื้อบ้านสามารถกู้ได้เต็ม 100% ของมูลค่าหลักประกันจนถึงสิ้นปี 2565 ประกอบกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ต่างมีการเสนอกิจกรรมทางการตลาดและโปรโมชันที่เชื่อว่าคุ้มค่าสูงสุดในรอบหลายปี” นายชูรัชฏ์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon