วัฏจักร‘ของแพง-เงินเฟ้อ’รีเทิร์น ปมปากท้องไล่หลังโควิด…ส่งท้ายปี

1.11.21 | 09:07 น.
วัฏจักร‘ของแพง-เงินเฟ้อ’รีเทิร์น ปมปากท้องไล่หลังโควิด...ส่งท้ายปี

ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 อย่างแท้จริง ด้วยเหลือเวลาเพียง 2 เดือน ก็จะเข้าสู่ปีพุทธศักราชใหม่ ปีขาลอีกครั้ง หากนับตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบันที่การระบาดไม่คลายตัวลงนั้น เราใช้เวลารับมือและต่อสู้กับไวรัสมาเกือบ 2 ปีเต็มแล้ว โดยจะเห็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา อาทิ สหรัฐ ยุโรป เนื่องจากสามารถฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองได้ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น จนมีความมั่นใจในการกลับมาใช้ชีวิตได้แบบปกติสุข

เริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก อย่างการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อาทิ สหรัฐ ยุโรป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มผงกหัวขึ้นมาได้ ความกังวลที่ตามมา คือ ราคาสินค้าและบริการที่เริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีความต้องการ (ดีมานด์)ฟื้นตัวกลับมา กำลังใช้จ่ายดีดขึ้น หลังจากโควิด-19 กดทุกอย่างทั้งดีมานด์ รายได้ และกำลังซื้อ ใช้จ่าย แต่วันนี้เราเริ่มได้ยินว่าของสดแพง หรืออาหารนอกบ้านราคาสูงขึ้นมาก

แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือ ภาวะความไม่ปกติทางการเงินที่จะตามมา โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นพร้อมกัน จะทำให้เราก้าวเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ หรือการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือหากพิจารณาในส่วนของค่าเงิน จะพบว่าค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การซื้อของชิ้นเดิม หรือราคาเท่าเดิม แต่เราต้องใช้เงินมากกว่าเดิมในการซื้อ ซึ่งหมายความถึงข้าวของเครื่องใช้มีราคาแพงขึ้น หากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้แล้วจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ขยับสูงขึ้นต่อเนื่องมาแล้ว 2 เดือน ทั้งภาคเอกชนและนักวิชาการ เงินเฟ้อกำลังเข้าภาวะขาขึ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 1-3%

⦁สหรัฐผู้นำภาวะเงินเฟ้อ
นายเจอโรม เพาเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความกังวลถึงอัตราเงินเฟ้อที่เฟดใช้ ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน แต่เป็นการวัดราคาที่ผู้บริโภคต้องควักเงินจ่ายจริง อยู่ที่ 3.6% เกินกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของเฟด ที่กำหนดไว้ 2% ซึ่งถือว่าสูงเกินกำหนดมาก จึงเห็นการส่งสัญญาณเริ่มระงับมาตรการคิวอี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากมองว่าการที่ราคาของสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น เกิดจากภาวะการช็อกของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน เมื่อผสมเข้ากับอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่พุ่งสูงขึ้นแบบผิดปกติ และภาวะขาดแคลนแรงงาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งทั้งหมดเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับการระบาดโควิด-19

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 0.6% โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาสที่ 3/2564 ของสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด และกระแสของรถยนต์ไฟฟ้ามีการฟื้นตัว รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังมีท่าทีสนับสนุนตลาดเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายบริษัทประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2564 จะฟื้นตัวจากไตรมาสที่ 3 แน่นอน จึงมีแรงสนับสนุนมากขึ้น ที่เฟดจะปรับลดวงเงินคิวอี เพื่อลดแรงกดดันการเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ

Advertisement

⦁น้ำมันพุ่งดันข้าวของแพง
นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ธนาคารทหารไทยธนชาต เปิดเผยผลวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2564-2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 65% จากปี 2563 ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในไทย เฉลี่ยสูงขึ้น 25% ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.3% ต่อจีดีพี เพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น 1.83 แสนล้านบาท และค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น 17,000 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งโลจิสติกส์ ประมง เหมืองแร่เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง โดยผลการศึกษาค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันสำเร็จรูปของภาครัวเรือนไทย จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2563 พบว่าภาคครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 1,361 บาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนการใช้น้ำมัน 6.4% ของค่าใช้จ่ายรวม โดยระดับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น 25% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 340 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่าใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น หรือค่าครองชีพเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 1.6% โดยส่วนใหญ่ภาคใต้และภาคกลาง ถือเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายน้ำมันสูง

“การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก หลังโควิด-19 คลี่คลายลง เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ปริมาณการใช้น้ำมันแบบปกติของโลก จะส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ราคาเฉลี่ยทั้งปี โดยเฉพาะไตรมาส 4 นี้ที่น้ำมันดิบดูไบมีโอกาสขยับขึ้นแตะ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ ซึ่งจะดันให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าราคาเฉลี่ยทั้งปี” นริศกล่าว

⦁เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยง
ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่ำที่สำคัญจากการระบาดโควิด-19 ทั้งในไทยและต่างประเทศที่อาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะหากมีการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ลดประสิทธิภาพวัคซีนลง และปัญหาด้านซัพพลายเชน ดิสรัปชั่น ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งการปิดโรงงานในประเทศ และการหยุดการผลิตในประเทศคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน รวมถึงผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ที่อาจมีมากกว่าคาด จนกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในวงกว้าง

จากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องให้น้ำหนักกับการเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการเงินผ่านมาตรการทางการเงินต่างๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้มากขึ้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน ให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มมากขึ้น รวมทั้งพิจารณาเข้าดูแลอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน หากเกิดความผันผวนตามภาวะการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้น เนื่องจากแม้มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในปี 2565 แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบช้าๆ และต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมาก ทำให้มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับสูง และอาจกระทบต่อศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

“โอกาสกว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นคืนสู่ช่วงปี 2562 หรือก่อนเกิดระบาดโควิด-19 คงต้องรอถึงช่วงกลางปี2566 ทำให้ภาครัฐควรพิจารณากู้เงินเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แม้ระดับหนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นกว่าเพดานหนี้ที่ 60% ต่อจีดีพี แต่ยังอยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการได้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐต้องสื่อสารถึงแผนการลดระดับหนี้ในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลังให้ได้” ยรรยงกล่าว

ผลกระทบจากวิกฤตการระบาดโควิด-19 ยังไม่จบลงก็เริ่มเห็นแววผลกระทบจากภาวะทางการเงิน ที่ส่งผลโดยตรงกับปัญหาปากท้องของประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันก็มีทางออกของปัญหาเป็นประตูสู่อนาคตหลายบาน ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะเลือกเปิดประตูบานใด