หน้าแรก เศรษฐกิจ ธ.ก.ส.ตั้งเป้...

ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปีบัญชี 64 จำนวน 5.7 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

1.11.21 | 14:16 น.

ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปีบัญชี 64 จำนวน 5.7 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 5 ปี คาดสิ้นปีบัญชี หนี้เสียพุ่ง 4%

นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีบัญชี 2564 (วันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2564) ธ.ก.ส. มียอดจ่ายสินเชื่อทั้งระบบ 1.56 ล้านล้านบาท โดยจ่ายสินเชื่อแล้ว 299,948 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากต้นปีบัญชี 8,994 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.77% เมื่อเทียบกับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปี 2564 จำนวน 57,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าสิ้นปีบัญชีจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย 57,000 ล้านบาทแน่นอน โดยเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อจำนวนนี้ต่ำสุดในรอบ 3-5 ปีเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด ส่วนบัญชี 2565 อยู่ระหว่างพิจารณาเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ โดยคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10-15% ของเป้าหมายสินเชื่อในปีบัญชี 2564


 

นายธนารัตน์ กล่าวว่า ขณะที่ยอดเงินฝากสะสม 1.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 56,127 ล้านบาท หรือ 3.15% จากต้นปีบัญชี เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาธ.ก.ส. เปิดรับฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 6 จำนวน 50,000 ล้านบาท โดยมีหนี้สินรวมจำนวน 1.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีบัญชี จำนวน 11,261 ล้านบาท หรือ 0.57% จากการออกพันธบัตร ธ.ก.ส. เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน และการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝาก

Advertisement

นายธนารัตน์ กล่าวว่า ขณะที่ในปีบัญชี 2563 มีกำไรสุทธิ เพื่อจ่ายเงินปันผลจำนวน 5,042 ล้านบาท โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็น 12.32% มีรายได้รวม 41,084 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวม 39,623 ล้านบาท คงเหลือกำไรสุทธิจำนวน 1,461 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ก่อไม่ให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ล่าสุดอยู่ที่ 4.24% จากสิ้นปีบัญชี 2563 อยู่ที่ 3.9% โดยคาดว่าสิ้นปีบัญชีนี้หลังรัฐบาลออกผ่อนคลายมาตรการทำให้ลูกค้ากลับมามีสภาพคล่อง และสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติมากขึ้น จึงคาดว่าหนี้เสียเมื่อสิ้นสุดปีบัญชี 2564 อยู่ที่ 4%

และจากการประเมินภาวะเศรษฐกิจเกษตรในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.5- 2.8% จากปัจจัยสนับสนุนที่ส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรและรายได้ในภาคเกษตร ทั้งปริมาณน้ำฝนที่อยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ย แนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าเทียบกับครึ่งปีแรก และเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัว ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทั้งในการบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรม ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น 33.06% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลาย การมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เศรษฐกิจ ในภาพรวมของประเทศสามารถฟื้นฟูและกลับมาเติบโตอีกครั้ง