เริ่ม 3 พ.ย. ‘จุรินทร์’ ปล่อยรถโมบาย 50 คัน ลดภาระผักแพง ลุยยุทธศาสตร์ข้าว เพิ่มรายได้ชาวนาและส่งออก
ที่กระทรวงพาณิชย์ เวลา 15.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวย้ำประเด็นผักมีราคาสูง ภายหลังเปิดงานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยปีการเพาะปลูก 2563/64 ครั้งที่ 39 การประกวดข้าวสารถุงคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2564 ว่า กรณีผักแพงเป็นเรื่องจริง เช่น ผักชีแพงขึ้น 3-4 เท่าจากราคาปกติ และมีผักบางชนิดที่ราคาแพงเพราะแหล่งผลิตส่วนใหญ่ในภาคกลางเป็นพื้นที่น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ผักจึงเสียหายจำนวนมาก ทำให้ปริมาณในตลาดลดลงบวกกับความต้องการที่เริ่มมากขึ้นในช่วงที่กำลังจะเปิดประเทศ และขณะเดียวกันร้านอาหารก็ต้องการสำหรับการปรุงอาหารขาย และคาดว่าหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาความต้องการผักก็จะเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ปัญหาน้ำท่วมทำให้ปริมาณผลผลิตได้รับความเสียหาย ตนคุยกับกรมการค้าภายในประเมินกันว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่นานนักพอสถานการณ์น้ำลดเกษตรกรกลับไปปลูกผักได้เหมือนเดิม ราคาน่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ช่วงที่ค่อนข้างแพง เช่น ผักชี ตนเห็นใจ แต่ยังดีที่ไม่ใช่ผักหลักในการบริโภคเป็นผักตกแต่งบางส่วน แต่ถือว่าแพง ทำให้ผู้ใช้ตกใจ
และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเวลานี้ กรมการค้าภายในจะจัดรถโมบายขายผักที่จำเป็น ราคาพิเศษ ราคาถูก ขายราคาขายส่งนำมาจากตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดอื่นๆ โดยจะเริ่มในวันพุธที่ 3 พ.ย.นี้ จำนวน 50 คัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครกับปริมณฑล และจะรีบติดตามสถานการณ์ความต้องการว่ามีมากน้อยแค่ไหน และราคาจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติเมื่อไหร่ รวมทั้งให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ในจังหวัดและรีบรายงานเข้ามาที่อธิบดีกรมการค้าภายในด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าไปให้การดูแลช่วยเหลือให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอื่นๆ ได้ติดตามมาตลอดตั้งแต่ก่อนโควิดและช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ได้มีการติดตามตลอด สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเข้าไปดูแลในเรื่องของราคาและปริมาณให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันเมื่อปรากฏข่าวที่อาจมีปัญหากับระบบการขนส่ง ได้สั่งการล่วงหน้าให้บริษัทผู้ผลิตสำคัญเร่งส่งสินค้าจำเป็นไปยังศูนย์กระจายสินค้า อย่าให้เกิดการขาดแคลน อธิบดีกรมการค้าภายในก็ติดตามอยู่แล้ว อย่างน้อยทางด้านปริมาณอย่าให้ขาด ด้านราคาได้มีการติดตามและประชุมร่วมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายว่าต้องมีการตรึงราคาไว้ ขณะนี้สินค้าส่วนใหญ่ที่เป็นสินค้าควบคุม ถ้าจะขอปรับราคาขึ้นต้องขออนุญาตอธิบดีกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งยังไม่มีการอนุมัติอนุญาตให้รายใดขึ้นราคาถือว่าตรึงราคาอยู่ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
สำหรับทุกจังหวัดถ้าพบการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ฉวยโอกาสซ้ำเติมจากสถานการณ์การขนส่งใด การขึ้นราคาสินค้าหรือค้ากำไรเกินควรให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งการค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นโทษที่แรงที่สุดให้ดำเนินคดีโดยไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น เพราะเรามีหน้าที่ต้องดูแลทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า สำหรับการดูแลราคาข้าว รัฐบาลมีนโยบายดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวคุณภาพโดยต่อเนื่อง ประการที่หนึ่ง คือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด เป็นนโยบายที่เป็นหลักประกันชัดเจนว่ายามใดที่ราคาข้าวในตลาดตกต่ำ รัฐบาลมีหลักประกันรายได้ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท หากราคาต่ำกว่ารายได้ที่ประกันจะมีเงินส่วนต่างเพื่อมาเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า ทำให้เกษตรกรมีรายได้รวมเป็น 10,000 บาท ตามรายได้ที่ประกัน ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ประกันรายได้ตันละ 15,000 บาท เป็นต้น ต้องการให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังชีพอยู่ได้และไม่ต้องเลิกอาชีพนี้ไปทำอย่างอื่น แต่ขอให้ท่านปลูกข้าวที่มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
ประการที่สอง นโยบายการส่งเสริมการส่งออกข้าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและภาคเอกชน จะเป็นหัวเรือหลักหาตลาดในต่างประเทศและส่งออกข้าว เดือนกันยายนปีนี้ ข้าวหอมมะลิส่งออกได้ 90,600 ตัน ซึ่งตัวเลขเริ่มดีขึ้น เพราะครึ่งปีแรกราคาเราสู้ไม่ได้ส่วนหนึ่งเพราะค่าเงินบาทแข็งมาก ทำให้ประเทศผู้ซื้อมาซื้อข้าวคู่แข่งมีราคาถูกกว่า วันนี้ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนทำให้ประเทศผู้ซื้อมีความรู้สึกว่าราคาของเราถูกลงสามารถสู้ราคาคู่แข่งได้ คนก็หันมาซื้อข้าวของเรามากขึ้นเพราะมั่นใจคุณภาพของข้าวเรามากกว่า เดือนกันยายนส่งออกข้าวหอมมะลิ + 45.76% ดีในหลายตลาด เช่น สหรัฐ ฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น และปลายปีคาดว่าจะดีขึ้นอีก
ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ชัดเจนในการส่งเสริมการส่งออกข้าวและที่สำคัญที่สุด ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ข้าวเกิดขึ้นและผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยตนได้เป็นประธานคณะกรรมการในการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว นำเสนอผ่านที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับความเห็นชอบแล้ว ยุทธศาสตร์ข้าวไทยในช่วง 5 ปีถัดไปนี้ กำหนดเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การส่งออกข้าว และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้นทุนการผลิตข้าวเป็นเท่าไหร่ จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นเป็นเท่าไหร่และตลาดใหม่ที่จะเปิดเพิ่มมีอะไรบ้าง
ที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องพันธุ์ข้าว ที่ยังพัฒนาพันธุ์สู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ สุดท้ายเราจะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์ข้าวเราเริ่มไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ที่ตลาดโลกต้องการข้าวพื้นนุ่มมากไปเรื่อยๆ แต่เรายังไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที ยุทธศาสตร์ข้าวไทยกำหนดชัดเจนว่าใน 5 ปีนี้ เราต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เป็นพันธุ์ใหม่ให้ได้อย่างน้อย 12 พันธุ์ เป็นข้าวพื้นแข็ง 4 พันธุ์ พื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวหอม 2 พันธุ์ พันธุ์ข้าวมูลค่าสูงที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลกอีก 2 พันธุ์ รวมเป็น 12 พันธุ์ ซึ่งเป็นทิศทางที่เราต้องเดินไปและเมื่อยุทธศาสตร์ข้าวไทยเกิดขึ้น จากนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับหน่วยปฏิบัติทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอื่นๆ สถาบันวิจัยพัฒนา มหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เกษตรกรไทยต้องร่วมมือกัน เพื่อผลักดันให้เป้าหมายของยุทธศาสตร์ข้าวไทยบรรลุผลภายใน 5 ปีให้ได้

