ตามเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ผู้ชนะจะต้องจ่ายเงินค่าประมูลงวดแรก พร้อมแบงก์การันตีในส่วนที่เหลือทั้งหมดภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 มีนาคม 2559 นี้
ผ่านมาแล้ว 2 เดือน หลังจาก “ทรูและแจส” คว้าชัยชนะมาได้ ทั้งคู่ยังไม่มีใครแสดงเจตจำนงมายัง “กสทช.” ว่าจะนัดหมายวันเวลาเพื่อนำเงินมาจ่ายแต่อย่างใด
ซึ่งแตกต่างไปจากเมื่อครั้งประมูลคลื่น 1800 MHz ลิบลับ ที่ครั้งนั้นผู้ชนะต่างรีบนำเงินมาจ่ายแทบจะในทันทีหลังการประมูล
ก่อนหน้านี้ ตัวเลขราคาประมูลคลื่น 900 MHz ที่สูงลิบลิ่ว 2 ไลเซ่นส์ ปาเข้าไป 1.5 แสนล้านบาท สร้างความปลาบปลื้มให้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” ผู้จัดการประมูลเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำเงินเข้าประเทศได้มหาศาลเกินคาด
โดยบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด และบริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ด้วยราคา 75,654 ล้านบาท และ 76,298 ล้านบาท ตามลำดับ
แต่ยิ่งใกล้วันครบกำหนดการจ่ายเงินงวดแรก กลับกลายเป็นความไม่แน่ใจของคนในแวดวงการเงิน และวงการธุรกิจโทรศัพท์มือถือว่า “ผู้ชนะ” มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าประมูลงวดแรกได้ทันเวลา
ด้วยราคาใบอนุญาตที่สูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ทำให้ผู้ชนะทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก และเมื่อเทียบกับมูลค่าธุรกิจตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ซึ่งแจสมีเพียง 21,401 ล้านบาท ส่วนทรู อยู่ที่ 162,412 ล้านบาท (ณ 1 กุมภาพันธ์ 2559)
สะท้อนถึงการลงทุนช่วงชิงใบอนุญาตที่ราคาสูงกว่ามูลค่าธุรกิจ ในกรณีของแจสโมบาย ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ต้องลงทุนโครงข่ายที่แทบจะเรียกว่าต้องเริ่มนับหนึ่ง
ส่วน “ทรู” ไม่ต่างกันนักเมื่อรวมใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz ที่ชนะประมูลมาได้ก่อนหน้านี้ ต้องควักเงินถึง 116,090 ล้านบาท
กรณีของแจสโมบาย ถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าจะดิ้นหาแหล่งเงินจากไหน เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์รายใดตอบรับให้การสนับสนุน และมีเพียงธนาคารกรุงเทพรายเดียวเท่านั้นที่ยอมรับว่าอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องการปล่อยเงินกู้และแบงก์การันตี
แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ เพราะจากฐานะการเงินและความพร้อมของแจสกับการเข้าสู่สมรภูมิมือถือ 4จี ครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงมาก
และคงไม่มีธนาคารพาณิชย์ใดที่จะกล้าปล่อยกู้และออกแบงก์การันตีให้ทั้งหมด
โดย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวถึงเรื่องการสนับสนุนเงินกู้แก่แจส เพียงว่า อยู่ระหว่างการหารือกัน และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อไร
แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าธนาคากสิกรไทยหรือเคแบงก์ จะมีการพิจารณาปล่อยกู้ให้กับแจสโมบาย แต่ล่าสุดทางผู้บริหารโดย นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลกลุ่มลูกค้าสหบรรษัทธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย ออกมายืนยันว่า ธนาคารไม่เคยได้รับการติดต่อจากแจส เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อและออกหนังสือค้ำประกัน ขณะเดียวกัน ธนาคารก็ไม่เคยติดต่อเข้าไปด้วย
“กรณีของแจสอาจต้องรอให้สถานการณ์และแผนธุรกิจของเขานิ่งก่อน หากถามถึงศักยภาพก็มองว่ามีศักยภาพในอนาคต แต่สิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณาคือรอให้ธุรกิจนิ่ง และทุกอย่างลงตัวก่อน”
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเคแบงก์ยอมรับว่า อยู่ระหว่างพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการร่วมปล่อยกู้ของ 3-4 แบงก์ โดย 1 ในนั้นมีแบงก์ต่างชาติจากจีน
ขณะเดียวกัน นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า บอร์ดธนาคารได้อนุมัติการปล่อยสินเชื่อให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถระบุถึงวงเงินได้
สําหรับ “ทรู” แม้ว่าจะได้รับการตอบรับจากธนาคารพาณิชย์หลายรายในการปล่อยกู้และออกแบงก์การันตีร่วม แต่ด้วยที่บริษัทแบกหนี้เดิมอยู่มหาศาลเช่นกัน ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบงก์ผู้ปล่อยกู้ “ทรู” จึงต้องตัดสินใจเพิ่มทุนอีก 60,000 ล้านบาท เป็น 158,431 ล้านบาท เพื่อให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนดีขึ้น และเท่ากับเป็นการให้ผู้ถือหุ้นเข้ามารับภาระกับความเสี่ยงในครั้งด้วย
ขณะที่น้องใหม่ในสังเวียนมือถืออย่าง “แจส” ได้รับการจับตามองมากที่สุด ด้วยมูลค่าใบอนุญาตที่สูงมากกับความเสี่ยงทางธุรกิจทำให้มีกระแสข่าวมาเป็นระยะ และยิ่งดังขึ้นทุกทีที่ใกล้ครบกำหนดจ่ายเงินว่าไม่มีธนาคารพาณิชย์รายใดตกลงปล่อยกู้ และออกแบงก์การันตีให้ จนอาจต้องยอม “ทิ้งไลเซ่นส์”
แม้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. จะออกมาระบุว่าได้คุยกับผู้บริหารของทั้งสองบริษัทและได้รับคำยืนยันว่า พร้อมจ่ายค่างวดประมูลภายใน 90 วัน ตามเงื่อนไขแน่นอน
“เท่าที่ได้หารือกับผู้บริหารของแจส เขายืนยันว่าตั้งใจจริงในการเข้ามาในธุรกิจนี้ และยืนยันที่จะมาชำระเงินค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินในวงเงินประมูลที่เหลือทั้งหมด โดยกำลังประสานกับธนาคารเพื่อออกแบงก์การันตี ขณะที่เรื่องพาร์ตเนอร์ก็กำลังคุยกัน” นายฐากร ย้ำ
แหล่งข่าวในธุรกิจโทรคมนาคมกล่าวว่า ถ้าแบงก์กรุงเทพไม่ปล่อยกู้ให้ แจสก็คงไม่สามารถหาเงินไปจ่ายค่าประมูลได้ตามกำหนด ซึ่งจะทำให้โดนยึดเงินประกันการประมูล 644 ล้านบาท
แต่ความเสียหายทางการเงิน คงไม่เท่ากับผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อบริษัท
การคาดการณ์ของหลายฝ่ายที่ว่า “แจส” อาจต้องยอมทิ้งไลเซ่นส์ จะส่งผลถึงการจ่ายเงินค่าประมูลของ “ทรู” ด้วย ทรูอาจคิดหนักว่าจะจ่ายเงินค่าประมูลดีหรือไม่ เพราะการเปิดประมูลใหม่ มีโอกาสที่คนที่ได้ไลเซ่นส์จะได้ราคาถูกกว่าทรู
ทรูจึงต้องพิจารณาให้ดีว่าจะทำอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เห็นชอบรับรองหลักการว่า ในการดำเนินการจัดประมูลใหม่ เพื่อไม่ให้รัฐเสียหาย การเริ่มต้นประมูลอาจใช้ราคาสุดท้ายของการประมูลครั้งก่อน คือ 75,654 ล้านบาท สำหรับใบอนุญาตในช่วงคลื่นที่ 1 ซึ่งทางบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล และ 76,298 ล้านบาท สำหรับใบอนุญาตในช่วงคลื่นที่ 2 ที่บริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล
หมายความว่า จะไม่มีการเปิดประมูลคลื่นย่านนี้ใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าเดิมแน่นอน?
นอกจากนี้ ว่ากันว่า ที่แบงก์คิดหนักเรื่องการปล่อยกู้ให้ “แจส” มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปิดตัวบริการ 4G ของยักษ์ “เอไอเอส” เมื่อเร็วๆ นี้ เพราะ “เอไอเอส” ไม่เพียงเปิดตัวบริการพร้อมกัน 42 จังหวัดทั่วประเทศได้ภายในเวลาแค่ 2 เดือน นับจากวันที่ได้ใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก
แต่ยังมาพร้อมแพ็กเกจค่าบริการดาต้าที่ถูกมาก
นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยอมรับว่า แพ็กเกจค่าบริการ 4G ของเอไอเอส ถือว่าถูกที่สุดในตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาราคาเฉลี่ยของบริการดาต้าจะอยู่ที่ 150-200 บาท/GB แต่ของเอไอเอสอยู่ที่ 100 บาท/GB เชื่อว่าจะดึงให้ลูกค้าเอไอเอสเดิมที่ใช้บริการ 3G และมีเครื่องที่รองรับ 4G ได้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 ล้านราย หันมาใช้แพ็กเกจ 4G ของบริษัท และรวมไปถึงลูกค้าของค่ายคู่แข่งด้วย
เพราะแพ็กเกจใหม่ไม่ได้มีแค่ราคาที่ดึงดูดใจลูกค้า ยังตอบสนองการใช้งานได้ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะใช้อินเตอร์เน็ตเยอะ, ใช้งานพร้อมกันหลายเครื่อง หรือใช้ร่วมกันภายในครอบครัวภายในแพ็กเกจเดียว
ความพ่ายแพ้ในศึกประมูลคลื่น 900 MHz แม้จะไม่ได้มีผลกับการเปิดบริการ 4G ของ “เอไอเอส” ในขณะนี้ แต่ส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อบริการในมุมของผู้บริโภคด้วยไม่มากก็น้อย
นั่นทำให้ “เอไอเอส” ต้องเร่งเกมเปิดบริการ 4G อย่างรวดเร็วเพื่อเรียกความมั่นใจของลูกค้ากลับคืนมา
และหนนี้ไม่ใช่แค่เร็วเท่านั้น ยังมาพร้อม “ราคา” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เบอร์หนึ่งเป็นผู้เปิดเกม “ราคา”
การเปิดเกมแรงของ “เอไอเอส” จึงสะเทือนไปถึง “แจส” และคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วย
ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ การประมูลคลื่น 4G (900 MHz) ถือเป็น “ทุกขลาภ” สำหรับทุกค่ายโดยแท้

