หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. ยก &#8...

ส.อ.ท. ยก ‘เกษตรแม่นยำ’ ช่วยส่งออกอาหารติดท็อปเทนโลก

3.11.21 | 18:08 น.

ส.อ.ท. ยก ‘เกษตรแม่นยำ’ ช่วยส่งออกอาหารติดท็อปเทนโลก

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอ.ท.) ร่วมสัมมนา “Boost Up Thailand 2022” รูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อเสวนา “เดินหน้า ทะลุโจทย์ประเทศ 2022” จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่า ขณะนี้อาหารของโลกแบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ที่เป็นโอกาสของประเทศไทย คือ 1.อาหารเสริมสุขภาพ หรือหารฟังก์ชั่น (Functional Food) 2.อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) 3.อาหารอินทรีย์  (Organic Food) 4.อาหารจากนวัตกรรม (Novel Food) ถ้าเรามีต้นน้ำที่ปลอดภัย สิ่งที่ตามมาก็คือจาก 4 ส่วนนี้ กลับมาที่นวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารใหม่ๆ มีเรื่องที่คุยกันบนโลกก็คือ “โปรตีนทางเลือก” หรือ Alternative Protein เหตุผลก็คือ มีคำพูดว่าในเรื่องศาสนาไม่อยากฆ่าสัตว์แล้ว อันที่สองถ้าเราเลี้ยงสัตว์ สัตว์ถ่ายออกมาจะมีแก๊สมีเทน จะส่งผลกระทบถึงภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้ทั่วโลกกำลังคุยกัน


โปรตีนทางเลือกบนโลกใบนี้มีอยู่ 5 กลุ่มใหญ่ 1.โปรตีนจากพืช (Plant Based) นำถั่วเหลือง ถั่วเขียว มาทำ วันนี้ในประเทศไทยทาง ปตท. จะลงทุนทำในเรื่องนี้ ไม่มีเนื้อสัตว์มาเกี่ยวข้อง 2.โปรตีนจากแมลง (Insect Based) ซึ่งเราอยู่ในประเทศเขตร้อนจึงมีโอกาสมาก 3.โปรตีนจากสาหร่าย (Algae Based)  ซึ่งเรามีความชำนาญมาก ส่วนอีก 2 ตัว คือ โปรตีนจากเนื้อเยื่อ (Lab Grown Meat) โปรตีนจากเชื้อรา (Mycoprotein) โอกาสของประเทศไทยจาก 3 ตัวแรก คือ โปรตีนจากพืช โปรตีนจากแมลง โปรตีนจากสาหร่าย เป็นหนทางใหม่ของประเทศ อัตราการเติบโตของโปรตีนทางเลือกสูงถึง 80% มีการเติบโตขึ้นทุกปี วันนี้มีการดำเนินการเรื่องนี้พอสมควร

ในปีหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค (APEC) 21 เขตเศรษฐกิจของโลกจะมาประชุมในประเทศ หัวข้อนึงที่มีการพูดกันคือเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) หัวข้อนึงที่สำคัญมีการพูดถึงคือ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เขาคุยกันว่าอีก 40 ปี ประชากรโลกจะมี 9,600 ล้านคน เพิ่มขึ้นมา 2,500 ล้านคน มีการพูดกันว่า ถ้าประชากรมากขนาดนี้แล้วอาหารเป็นเรื่องสำคัญของโลกจากนี้

ซึ่งการประชุมเอเปคในปีหน้า ทางสภาอุตสาหกรรมจะมีการนำเสนอในที่ประชุมของภาคเอกชน (APEC Business Advisory Council: ABAC) 3 หัวข้อหลัก 1.Agri-Tech Revolution 2.Alternative Protein 3.การกำหนดมาตรฐานเดียว สามารถส่งไปจีน สหรัฐฯ ยุโรป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะยกระดับ เพราะฉะนั้นเราได้เปรียบที่มีทางเลือกมากมาย และเรามีความสามารถในเรื่องนี้พอสมควร

Advertisement

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานที่สำคัญคือ ต้นน้ำ ถ้าเราสามารถสร้างต้นน้ำที่มีความปลอดภัย สมมุติว่าถ้าเราไปทานผักที่ญี่ปุ่นเรารู้สึกสบายใจ เพราะเราเชื่อว่าที่นั่นมีความปลอดภัย ในทางกลับกันถ้าประเทศไทยสามารถทำเกษตรปลอดภัย ก็จะตอบโจทย์เรื่อง BCG, Green Product สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ถ้าเราทำได้ในขณะที่เพื่อนบ้านยังทำไม่ได้ เราก็จะเป็นผู้ส่งออกพืชผักผลไม้สำคัญของโลก ทิศทางที่ย้ำอยู่เสมอว่าอันนี้คือเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นส่วนนึงที่จะมาเติมเต็มหลังโควิด-19

ถ้าต้นน้ำมาไม่ดี โอกาสที่เป็นครัวโลกก็จะไม่เกิดขึ้นขึ้น แนวคิดที่อยากจะปฏิวัติการเกษตร เน้นย้ำเรื่องการเปลี่ยนแปลงโดยเอาเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ เพราะเกษตรแบบดั้งเดิม เป็นการทำมากแต่ได้น้อย ต้องเปลี่ยนวิธีคิดมาทำการเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก ต้องนำเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้งาน ให้เกษตรกรเหนื่อยน้อยลง อย่างการนำ IoT ระบบเซนเซอร์ โดรน การใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อยกระดับการเกษตร

ถ้านำเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว ใครจะเป็นคนรองรับเทคโนโลยี เกษตรกรแบบเดิมไม่ตอบโจทย์แน่นอน วันนี้เรามี Young Smart Farmer ที่มีอยู่กว่า 50,000 คน ต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็ต้องถ่ายทอดต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ของเขา

“เราเอาชนะโควิดได้ด้วย อสม. ทำไมเราไม่มี อกม. หรือ อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน คนตกงานกลับมาส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ในภาคเกษตร เขาจะเริ่มต้นปลูกอะไร ปลูกอย่างไร จะขายให้ใคร อกม. นี่แหละคือคำตอบ ถ้าสามารถสร้างบุคลากรเหล่านี้ขึ้นมาได้ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ของเรา”นายศักดิ์ชัยกล่าว

ต่อมาเกษตรแม่นยำ ต้องเอามาจับ ต่อมาตลาดต้องนำการผลิต ถ้ามีผลผลิตออกมา มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน วันนี้ประชาชนไทยโหยหาเรื่องสุขภาพ เรื่องเกษตรจะเข้ามาตอบโจทย์ที่ทุกคนบนโลกนี้กำลังโหยหาเรื่องสุขภาพ ตลาดจึงเป็นส่วนสำคัญ ถัดมาเราต้องมีมาตรฐานสากล GAP ออแกนิคต่างๆ อันสุดท้ายก็คือระบบโลจิสติกส์ ที่ต้นทุนยังสูงอยู่ เราสามารถลดขั้นตอน ผลไม้ออกมาให้ไปรษณีย์ออกแพคเกจพิเศษ

ประเทศไทยมีความโดดเด่นเรื่องผลไม้ แต่ไม่สามารถสร้างมาตรฐานได้ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดมังคุดในประเทศมีความตกต่ำมาก แต่ต่างประเทศมีความต้องการมาก คำถามแรกคือผู้ซื้อมี GAP หรือไม่ ถ้าสวนมังคุดนั้นไม่มี GAP ก็ไม่สามารถส่งออกได้ จึงเกิดคอขวดการออกมาตรฐานรับรองระดับโลกได้

ในภาคเอกชนมองถึงปัญหาแล้ว มีกระบวนการขับเคลื่อน โดยจับมือจับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตั้งคณะกรรรมการร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสภาอุตสาหกรรม หรือ กรกอ. มีการทำเรื่องเกษตรแม่นยำ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต เช่นใช้ระบบน้ำหยดให้กับแต่ละต้นที่ต้องการน้ำ เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ ลดการให้ปุ๋ย มีการเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมการเกษตร ในสภาอุตสาหกรรม โดยมีโครงการนำร่องเกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่

วันนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการเกษตรมีปัญหามาก อันแรกคือ ปริมาณที่จะเข้าสู่การผลิตและคุณภาพมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดหวานมีความต้องการมาก แต่ไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการ อีกทั้งไม่สามารคาดคะเนผลผลิตต่อไร่ จะเข้ามามากน้อยแค่ไหน เมื่อมีการจับมือกับกระทรวงเกษตร ให้สภาอุตสาหกรรมเป็นตลาดรับซื้อ กระทรวงเกษตรจะเอาโครงการนี้มาจับมาเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ตอนนี้เป็นเกษตรรายย่อยต้นทุนจะสูงกว่า ถ้าเมื่อไหร่สามารถรวมตัวกันได้ การใช้ปัจจัยการผลิตก็จะลดลง เช่นมีเกษตรกรรวมตัวกัน 30 ราย ใช้รถแทร็กเตอร์เครื่องเดียว การใช้ปุ๋ยใช้ยาก็จะถูกลง ตอนนี้มีการนำร่องพืช 5 ชนิด มะเขือเทศ ข้าวโพดหวาน อ้อยสำหรับน้ำตาล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เฟสแรกเมื่อปีที่แล้ว 3 แสนไร่ สิ่งที่คาดหวังคือให้กระทรวงเกษตรนำองคาพยพลงไปทำ ธกส. ให้เงินสนับสนุนล้านละร้อยให้กับกลุ่มเกษตรกรมีเงินทุน

ที่ผ่านมาไม่เคยคุยกัน ต่างคนต่างทำ เมื่อมีการจับมือกันแล้ว สภาอุตสาหกรรมจะเป็นตลาดรับซื้อทั้งหมด อาจจะให้ราคาเป็นพิเศษ ในระยะ 3 ปี บนพื้นที่ 2 ล้านไร่ ถ้าสามรถขับเคลื่อนนำพืชทุกชนิดมาจับแบบเกษตรแม่นยำ เอกชนไม่สามารถทำได้โดยลำพัง รัฐเองก็ไม่สามารถทำได้ได้โดยไม่มีเอกชนมาประสานความร่วมมือ เรื่องที่เกิดหลังโควิดต้องกลับมาทบทวนว่าเรามีต้นทุนทางการเกษตร มันมีโอกาส แต่ที่ไม่เกิดวันนี้เพียงแต่ว่าคนที่กำกับดูแลไม่กล้าที่จะพลิก ไม่กล้าที่จะเติมเต็มตรงนี้ลงไป ถ้าเติมเต็มตรงนี้ไปการเกษตรก็คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ

“ถ้ามีการทำเกษตรแม่นยำ เราจะขึ้นไปอยู่ใน 10 อันดับ ผู้ส่งออกอาหารหลักของโลก ถ้าเราปรับพื้นฐานต้นน้ำที่มีคุณภาพ ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นเลขตัวเดียว อาจจะใช้ระยะเวลา 3-5 ปี ในประเทศไทยเริ่มแล้วและมีหน่วยงานที่ทำออกมาเยอะมาก สามารถทำเบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช สามารถผลิตแมลง เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก โดยตัวเลขการส่งออกจะมากกว่า 1.2 ล้านล้านบาท อย่างแน่นอน” นายศักดิ์ชัยกล่าว