ปลดล็อก “วัตถุดิบอาหารสัตว์” ตามกลไกตลาด
ทุกวันนี้คนไทยมีความเป็นอยู่จากนโยบายอุดหนุนของภาครัฐ จนทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าไม่มีโครงการอุดหนุนเหล่านี้ ความเป็นอยู่ของคนไทยจะเดินต่ออย่างไร เช่นเดียวกับ ภาคเกษตรของไทยที่ไม่มียุคสมัยใดยกเลิกการอุดหนุนและมาตรการช่วยเหลือเพื่อยกระดับราคาสินค้าพืชไร่ให้สูง หวังช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ แต่เกษตรกรอีกกลุ่มอย่างผู้เลี้ยงสัตว์กลับถูกละเลยเสมอ ทำให้หลายครั้งที่ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของไทยไม่สะท้อนความเป็นจริง
ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกเนื้อสัตว์สำคัญของโลก เช่น เนื้อไก่ ลำพังผลกระทบจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลกที่ต้องนำเข้ามีราคาสูงขึ้น ก็บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไก่ไทยแล้ว ยิ่งถ้าเจอปัญหาราคาในประเทศซ้ำเติมไก่ไทยคงหมดทางสู้ ด้วย “วัตถุดิบอาหารสัตว์” เป็นปัจจัยหลักถึง 70% ของต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ รัฐจะเตรียมความพร้อมอย่างไร เพื่อช่วยให้สินค้าอาหารจากไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หรืออย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยประกอบอาชีพเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ได้ตลอดรอดฝั่ง สิ่งสำคัญคือ การวางระบบจัดการเกี่ยวกับ “วัตถุดิบอาหารสัตว์” ให้รอบคอบ ไม่ใช่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และผลักภาระไปให้อีกกลุ่มหนึ่งแบกรับ ซึ่งในที่สุดเมื่อคนแบกแบกไม่ไหวก็ต้องล้มกันทั้งยวง
กลไกราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -ถั่วเหลืองที่ควรปรับปรุง
ประเทศไทยมีการตั้งเงื่อนไขราคาข้าวโพด โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด แต่มองข้ามการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นผู้แบกรับต้นทุน การที่รัฐขอให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคาขั้นต่ำที่กิโลกรัมละ 8 บาทแต่ไม่ได้กำหนดราคาเพดาน จึงเป็นต้นตอของปัญหาที่ตามมามากมาย และเป็นเหตุให้ราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าตลาดโลกเสมอ ดังเช่นปัจจุบันที่ราคาข้าวโพดไทย พุ่งไปถึง กก.ละ 11.50 บาท สูงสุดในรอบ 13 ปี และอาจพุ่งต่อเนื่อง จนทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์ตัดสินใจเลิกอาชีพไปในไม่ช้า
ปริมาณข้าวโพดในประเทศที่ผลิตได้ปีละ 5 ล้านตันนั้น ไม่เพียงพอเพราะความต้องการใช้ทั้งหมดที่สูงถึง 8 ล้านตัน ขณะเดียวกันทุกประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีสัญญา AFTA ที่สามารถนำเข้าข้าวโพดได้โดยเสรี ไม่จำกัดช่วงเวลาและจำนวน แต่ไทยเรากลับละเมิด AFTA โดยระบุให้นำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเสรีได้เพียง 7 เดือนคือช่วงกุมภาพันธ์ – สิงหาคมของทุกปี ส่งผลให้ผลผลิตยังไม่เพียงพอ และเกิดมาตรการนำเข้าข้าวสาลีทดแทน ซึ่งรัฐก็บล็อกการนำเข้าอีก โดยตั้งเงื่อนไขว่าต้องซื้อข้าวโพด 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การแก้ปัญหาด้านปริมาณผลผลิตข้าวโพดจึงดูอิหลักอิเหลื่อ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการข้าวโพดอย่างตรงไปตรงมาเสียที
ต่อมารัฐบาลประกาศประกันรายได้เกษตรกรปี 64/65 ที่ 1,863 ล้านบาท แต่กลับไม่ยกเลิกมาตรการราคาขั้นต่ำ 8.00 บาทของโรงงานอาหารสัตว์ จึงเท่ากับเป็นการประกัน 2 ชั้น และจูงใจให้เกิดการทุจริตในระดับภูมิภาค ลักลอบนำเข้าข้าวโพดนอกช่วงเวลาอนุญาต กลายเป็นวังวนที่ทำให้การแก้ปัญหาข้าวโพดต้องพายเรือในอ่างเรื่อยไป
ทั้งนี้ ในห่วงโซ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังมี “กลุ่มพ่อค้าคนกลาง หรือ พ่อค้าพืชไร่” ที่เป็นข้อต่อในการรวบรวมผลผลิตจากชาวไร่และทำกำไรจากการรวบรวมนั้น กล่าวกันว่ามาตรการต่างๆของรัฐ รวมถึงการประกันราคาข้าวโพดไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อเกษตรกรพืชไร่ แต่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ
ด้านเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่ว มีความต้องการใช้ในประเทศทั้งสิ้น 5 ล้านตัน สามารถผลิตในประเทศไทยได้เพียง 50,000 ตันเท่านั้น ซึ่งโรงงานอาหารสัตว์และโรงงานน้ำมันพืชได้ร่วมกันรับประกันการรับซื้อทั้งหมดในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 5 บาท ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองจึงสบายตัวและไม่จำเป็นที่รัฐต้องมาปกป้องอะไรอีก แต่สิ่งที่ผิดปกติคือการต้องเสียภาษีนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วถึง 2% ซ้ำซ้อนอีกชั้นหนึ่ง โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องผู้ปลูกพืช
ราคาเมล็ดถั่วเหลืองในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นจาก กก.ละ 12-13 บาท เป็นกก.ละ 15-18 บาท และ กากถั่วเหลืองเพิ่มเป็น กก.ละ 18-19 บาท การที่รัฐบาลยังเก็บภาษีนำเข้าอีก 2% จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่กลับเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ ในทางกลับกัน การยกเลิกภาษีนำเข้าวัตถุดิบต่างหาก ที่จะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ลงและส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์กลับมาแข่งขันได้ เป็นการช่วยชีวิตเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ให้อยู่รอด
เมื่อไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของโลก ก็ควรปล่อยให้กลไกตลาดโลกทำงาน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรปลดล็อก และปล่อยให้การนำเข้าวัตถุดิบเป็นไปตามกลไก อย่าบิดเบือนจนโครงสร้างราคาวัตถุดิบบิดเบี้ยว เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยเกษตรกรพืชไร่ตามเป้าประสงค์ของรัฐ แล้วยังสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเปล่าๆ

