เปิดประเทศ ดันความเชื่อมั่นปชช.-ธุรกิจฟื้นอีกครั้ง หนุนเปิดสถานบันเทิง หันห่วง ‘ของแพง-การเมือง’ แนะทุ่ม 5 แสนล้าน พลิกฟื้นจีดีพี 3-4%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564
เนื่องจาก ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 29 จังหวัดเพิ่มเติม ลดเวลาเคอร์ฟิว และการประกาศเปิดประเทศและเลิกเคอร์ฟิวในเดือนพฤศจิกายน รัฐตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่คาดว่าจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยภาคบริโภคและท่องเที่ยเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงคาดเกิดค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงปลายปี รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐต่างๆ เช่น คนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่งได้ เราเที่ยวด้วย เติมเงินบัตรคนจนและจ่ายเยียวยาแรงงาน ที่หมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานดีขึ้นช่วงปลายปีนี้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากปัจจัยบวกต่างๆ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและมองอนาคตปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก โดย ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 37.8 40.3 และ 53.5 ตามลำดับ ดีขึ้นทุกรายการเทียบกับดัชนีในเดือนกันยายนที่อยู่ 35.5 37.8 และ 50.8 ตามลำดับ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ดีขึ้นจากระดับ 41.4 เป็น 43.9 แต่ดัชนียังต่ำระดับปกติมาก(ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลต่อโควิดระบาดมีอยู่ในไทยและทั่้วโลก
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ขณที่ความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ผู้ประกอบการ) เดือนตุลาคม 2564 ทุกรายงานดีขึ้นในรอบ 7 เดือน ที่มีปัจจัยบวกรัฐคลายมาตรการ ลดเคอร์ฟิว กำหนดเปิดประเทศ คาดหวังฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 80% และมาตรการรัฐกระตุ้นใช้จ่ายช่วงไตรมาสสุดท้าย ส่งผลต่อเริ่มมีรายได้ และเพิ่มจ้างงาน ทำให้ดัชนีขยับมาอยู่ที่ 19.9 สูงกว่าเดือนกันยายนอยู่ที่ 19.4 แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการหอการค้าไทย ยังกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าและอาหารแพง ทิศทางราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อถึงปีหน้า ภาวะเงินเฟ้อ ราคาพืชผล และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวอาจยังไม่ได้ตามคาดการณ์ รวมถึงเสถียภาพทางการเมือง และการชุมนุมหรือการประท้วง กำลังเป็นแรงกดดันเพิ่มของความเชื่อมั่นจากนี้
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า แม้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ปรับตัวดีขึ้น สูงสุดในรอบ 5-7 เดือน เพราะเริ่มคลายความวิตกต่อสถานการณ์โควิดจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันและผู้เสียชีวิตรายวันในไทยแนวโน้มลดลง ฉีดวัคซีนมีจำนวนเพิ่มขึ้น คลายล็อกดาวน์อีกในเดือนธันวาคม โดยเฉพาะสถานบันเทิงการคืนเพื่อรับฉลองปีใหม่ และการเปิดประเทศ ส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นให้ฟื้นตัว เพราะเห็นถึงการเริ่มจับจ่ายใช้สอยและมีแผนท่องเที่ยวปลายปีถึงปีใหม่
“แต่ก็ยังอยู่ในภาวะลังเล ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงหวังมาตรการกระตุ้นภาครัฐต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการที่รัฐออกมาตอนนี้ช่วยเพิ่มเงินในระบบ1 แสนล้านบาท หากรวมกับจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย 2เดือนจากนี้ ประมาณ 2 แสนคน และเงินจากเลือกตั้งท้องถิ่น รวมถึงกำลังใช้จ่ายเพิ่มในประเทศจากรัฐเพิ่มมาตรการใหม่ เช่น ช้อปดีมีคืน เที่ยวคนละครึ่ง และการลงทุนเอสเอ็มอีที่มีกำลังพอ จะส่งผลต่อจีดีพีไตรมาส 4/2564 กลับมาบวก 4% จากไตรมาส3/2564 ลบ 3% และครึ่งปีหลังเป็นบวก0-1% ส่งผลจีดีพีทั้งปีนี้บวก 1.0-1.5% และเพื่อให้ปี2565 ขยายตัวได้ 4-5% รัฐต้องอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีก 5 แสนล้านบาทผ่านมาตรการกระตุ้นและเยียวยาในครึ่งแรก จะช่วยดันจีดีพี 3.0-3.5% รวมกับการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 6-10 ล้านคน การฟื้นของแรงงานเข้าระบบ และธุรกิจเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็จะเป็นแรงผลักต่อจีดีพีทั้งปี2565 ขยายตัวได้ 5-6% ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ ” นายธนวรรธน์ กล่าว

