พิพัฒน์ รมว.ท่องเที่ยว โปรยยาหอมดันสุราษฎร์ ขึ้นอันดับ 4 เมืองท่องเที่ยวไทย
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่จุดบริการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาสก บริเวณท่าเทียบเรืออ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการท่องเที่ยว ,ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ 6 อำเภอใน จ.สุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย อ.บ้านตาขุน , คีรีรัฐนิคม , วิภาวดี ,พนม , ชัยบุรี และ อ.พระแสง เพื่อหารือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีศักยภาพเพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามันมายังอ่าวไทย เนื่องจากพื้นที่ 6 อำเภอดังกล่าวเป็นด่านแรกการเดินทางก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ที่เกาะสมุย เกาะพงันและเกาะเต่า พร้อมนี้ได้เป็นประธานเปิดเที่ยวเรือท่องเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา โดยมีนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหัวหน้าส่วนราชการให้การต้อนรับ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในภาพรวมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทำรายได้เป็นอันดับ 5 ของประเทศ เป็นรอง จ.กระบี่ ที่อยู่ในอันดับ 4 เพียงเล็กน้อยทั้งที่มีศักยภาพทางพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวที่ดีกว่า รวมทั้งเป็นเมืองที่ได้รับการยกระดับให้เมืองศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการ(Mice city) ที่ผ่านมายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวหลักเพื่อกระจายรายได้ของประชาชนในพื้นที่
“ ใน จ.สุราษฎร์ธานี มีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่สามารถพัฒนาให้มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวรองได้ อาทิ บ่อน้ำผุด ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง นครบางจำ ต.ตะกุกเหนืออ.วิภาวดี ซึ่งทั้ง 2 สถานที่นี้จะได้รับงบสนับสนุนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติรองรับแหล่งท่องเที่ยวหลักในอนาคต ซึ่งจะสามารถเพิ่มศักยภาพเมืองท่องเที่ยวที่ทำรายได้เพิ่มมากขึ้นและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จ.สุราษฎร์ธานี จะสามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ได้ “ นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทะเลสาบเขื่อนรัชชประภา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สร้างรายได้ให้กับ จ.สุราษฎร์ธานี อีกแห่งหนึ่ง ช่วงที่ผ่านมา จ.สุราษฎร์ธานี มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละกว่าแสนล้านบาท ร้อยละ 80 เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ และอีกร้อยละ 20 มาจาการท่องเที่ยวบนแผ่นดินใหญ่
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.64 ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี สามารถทำรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยจากรายได้เดิม แต่เชื่อว่าในอนาคตจะดีขึ้น และตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นมาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ 3 จังหวัดคือ ภูเก็ต , พังงา , กระบี่ สามารถเปิดการท่องเที่ยวได้เต็มพื้นที่แล้ว แต่สุราษฎร์ธานี ยังติดขัดเกี่ยวกับข้อกำหนดการรับวัคซีนของประชากรในพื้นที่ซึ่งตนจะประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุข ให้จัดสรรวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ให้ได้ร้อยละ 80 ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวได้เต็มพื้นที่

