สกู๊ปหน้า 1 : ‘เอสซีบีเอกซ์’ ซื้อ ‘บิทคับ’ ลุยโลกการเงิน ‘ดิจิทัล’
ข่าวใหญ่ของวงการนักเทรดคริปโทเคอร์เรนซีในไทย ก็คงหนีไม่พ้นดีลยักษ์ใหญ่ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) เข้าซื้อหุ้น บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 92% มีจำนวนผู้ใช้งานเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สัดส่วน 51% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 17,850 ล้านบาท สร้างกระแส Talk of the Town ไปต่างๆ นานา หลายคนมองว่าเป็น win-win game หลายคนมองแบงก์ปรับตัวเข้าโหมดทรานส์ฟอร์ม หนีการดิสรัปชั่นของดิจิทัล และไม่ใช่ธุรกิจ Sunset อย่างแท้จริง
ก็ว่ากันไปตามแต่จะคิด ลองมาฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องถึงดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ คิดเห็นเช่นไร
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าไปลงทุนใน บิทคับ ออนไลน์ ว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหนึ่งในธุรกิจการเงินแห่งโลกอนาคตมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว บิทคับ ออนไลน์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทยที่มีความน่าเชื่อถือ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จะมาช่วยตอบโจทย์กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ สามารถสร้างคุณค่าใหม่ที่เติบโตในระยะยาวไปกับโลกใหม่ได้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยานแม่กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ในการยกระดับสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงิน สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ของผู้บริโภค และสามารถเข้าสู่สนามการแข่งขันแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยเร็วในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ขณะที่ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า บิทคับได้เดินมาถึงจุดที่กลายเป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศไทย หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อจากนี้บิทคับไม่ได้เป็นเพียงสตาร์ตอัพอีกต่อไป แต่กำลังจะก้าวมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อวงการการเงิน 3.0 ของประเทศไทย
“ในตอนนี้เราได้พาบิทคับมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก และเพื่อที่จะนำบิทคับให้ก้าวไปสู่ระดับโลก พวกเราต้องการพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่งมาเป็นกำลังเสริมให้ไปถึงได้เร็วขึ้นอย่างยั่งยืน นั่นเป็นเหตุผลที่เราจับมือร่วมกับ SCBS”
สำหรับมุมมองของนักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์ อย่างบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ได้วิเคราะห์ว่า ดีลนี้เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ และจะเป็นตัวเร่งให้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เข้าถึงฐานลูกค้าในกลุ่มนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลได้เร็วขึ้น ผ่านกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ของบิทคับที่มีจำนวนมากกว่า 2.4 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะทำความเข้าใจและลงทุนกับผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ๆ มากกว่านักลงทุนทั่วไป
ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาในแพลตฟอร์มของบิทคับได้ในอนาคต ตามแผนขยายธุรกิจในกลุ่ม Fintech เช่น Defi, NFT, Token หรือการเป็น ICO Portal อีกทั้งมีโอกาสสร้าง Synergy บนฐานลูกค้าตลาดทุนเดิมของ SCBS ซึ่งมีลูกค้านักลงทุนกลุ่ม Digital User ที่ลงทุนผ่านแอพพลิเคชั่น Easy Invest ราว 5 แสนราย ที่อาจจะเริ่มต้นสนใจ หรือมาใช้แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบิทคับมากขึ้น (เป็นทางเลือกหลักในการเข้าสู่ตลาด Digital Asset)
นอกจากนี้ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังมีธุรกิจในกลุ่ม Tech Support เช่น SCB10X, TECHX และ DATAX ที่จะเข้ามาช่วยเสริมระบบการดำเนินงานให้แพลตฟอร์มของบิทคับมีเสถียรภาพในการให้บริการมากขึ้น เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่จะทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อีกทั้งการที่ธนาคารมีขนาดใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมทั้งทีมงานและเงินทุนเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำของตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคับ คาดว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น และทำให้มีโอกาสที่จะเห็นการขยับขึ้นของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อบัญชีให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาท
ส่วน นายกานต์นิธิ ทองธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital และผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand มองว่า เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยเอสซีบีเอกซ์จะได้ประโยชน์หลังจากการปรับโครงสร้างยานแม่ใหม่ ที่มุ่งสู่การเงินดิจิทัลมากขึ้น ช่วยให้ได้ฐานลูกค้าจากบิทคับไป ส่วนทางบิทคับก็จะได้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเอสซีบีเอกซ์ 16 ล้านคน รวมไปถึงปริมาณเงินฝากของธนาคารไทยพาณิชย์จำนวนมาก อาจจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น บิทคับก็จะได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น
ประโยชน์อีกทางที่สำคัญคือการช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับหน่วยงานกำกับดูแล อย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นได้
เชื่อว่าทางบิทคับได้มองอนาคตไปค่อนข้างไกลมากกว่าการยึดติดเรื่องความเป็นเจ้าของ ซึ่งถ้าจะนำบิทคับเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในอนาคตก็จะมีมูลค่าเริ่มต้นค่อนข้างสูงมาก ทำให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลเจ้าอื่นๆ อาจจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจเหมือนกับบิทคับ ที่จะต้องให้ธนาคารใหญ่เข้ามาถือหุ้น เพื่อที่จะสามารถแข่งขันในตลาดต่อไปได้
ส่วนความกังวลว่าบิทคับไม่ได้เป็น Decentralize Finance (DeFi) หรือระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง นายกานต์นิธิระบุว่า บิทคับ หรือบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ในไทยไม่ได้เป็น DeFi แต่แรกอยู่แล้ว แต่เป็น Centralized Finance (CeFi) หรือระบบการเงินที่มีตัวกลาง เพราะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. มีการควบคุม การกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด อีกทั้งทางบิทคับพยายามจะทำอะไรใหม่ๆ เช่น Fan Tokens, Meme Tokens และ NFTs ก็มักจะเจออุปสรรคติดขัดเรื่องข้อบังคับ และกฎหมายจาก ก.ล.ต.
เป็นไปได้ว่าในอนาคตทางเอสซีบีเอกซ์จะดันบิทคับเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเอเชีย เพราะภูมิภาคนี้ยังไม่มีใครมาทำการตลาดอย่างจริงจัง เป็นการสอดประสานวิสัยทัศน์ทั้งสองบริษัท ที่เตรียมเข้าสู่การแข่งขันโลกการเงินดิจิทัลในระดับภูมิภาคต่อไป
อนาคตจะเป็นยังไง ยังเป็นเรื่องอนาคตที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่ ณ ปัจจุบันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและมองเห็น คือโลกแห่งอนาคตเริ่มใกล้เข้ามาและจับต้องได้มากขึ้นเรื่อยๆ

