สกู๊ปหน้า 1 : ปตท.ทุ่ม 8.65 แสนล้าน บูสต์อัพไทยแลนด์
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คือหนึ่งในวิทยากรสำคัญที่ขึ้นเวที สัมมนา Boost Up Thailand 2022 รูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊ก โดยขึ้นพูดหัวข้อ พลิกธุรกิจ สู้เศรษฐกิจหลังโควิด ซีอีโอ ปตท.โชว์วิชั่นในการขับเคลื่อน ปตท.สอดรับการเปลี่ยนแปลงของโลก จนหลายคนไม่อาจละสายตาจากสไลด์ที่นำมาแสดง เพราะมันคือการขับเคลื่อนของยักษ์พลังงานไปสู่บริบทใหม่ ภายในวงเงินลงทุนมหาศาลของกลุ่ม ปตท. เฉพาะปีนี้ทุ่มเงินลงทุนแล้ว 4.3 แสนล้านบาท
ขณะที่แผนลงทุนใน 5 ปี (ปี 2564-2568) มากถึง 8.65 แสนล้านบาท ยังไม่นับรวมเงินลงทุนที่พร้อมใส่เพิ่มเติมหากเล็งเห็นโอกาสระหว่างทาง ทั้งหมดก็เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในฐานะบริษัทพลังงานของประเทศ
แรงผลักสำคัญในการลงทุนของกลุ่ม ปตท. อรรถพล ระบุว่า มาจากความท้าทายในช่วงหลังโควิด คือ เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป และซัพพลายเชน ต้องปรับตัว หากเกิดภาวะวิกฤตจะไม่ล้มไปทั้งสาย เป็นเรื่องที่นักธุรกิจทั่วโลกต้องกลับมาทบทวน รวมถึงค่านิยมใหม่ อาทิ ด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่เข้ามาผลกระทบต่อการทำธุรกิจของทั้งโลก รวมถึงในประเทศไทย และ ปตท.ด้วย
ล่าสุด แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน คือ Go Green และ Go Electric ซึ่งโก กรีน คือ จากเดิมใช้พลังงานฟอสซิล ในระยะยาวกลายเป็นการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนด้าน โก อิเล็กทริก คือ การใช้ไฟฟ้าที่สะดวกและสะอาด ตัวผลักดันคือ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และ การพัฒนานวัตกรรมของแบตเตอรี่
มีการคาดการณ์ว่าจุดสูงสุดของน้ำมันโลกคือปี ค.ศ.2025 และจะลดลงเรื่อยๆ ขณะที่แนวโน้มของการใช้ก๊าซธรรมชาติของโลกยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ.2040 เพราะว่าก๊าซเป็นการใช้พลังงานจากฟอสซิลที่สะอาดที่สุด และทั่วโลกมีการลงทุนในด้านนี้จำนวนมาก ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติ จะเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะเป็นพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่มีผลต่อกลยุทธ์การทำงาน
ปัจจุบันหลายประเทศประกาศจุดยืนพลังงานของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยประกาศจุดยืนว่าในปี 2065 จะมุ่งสู่การเป็นเป็น Net Zero ทำให้บริษัทพลังงานต่างหันไปลงทุนด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น
จุดยืนนี้ทำให้ ปตท.ปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน ปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรสู่ powering life with future energy and beyond หรือ ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังงานแห่งอนาคต ถือเป็นจุดมุ่งหมาย มุ่งไปสู่พลังงานของอนาคต และยังคงสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย ส่วนบียอนด์ (Beyond) จะเป็นการขับเคลื่อนออกไปนอกเหลือจากพลังงานมากขึ้น

อรรถพล ย้ำว่า ในอนาคต ปตท.จะเข้าไปเสาะแสวงหาพลังงานจากแหล่งผลิตใหม่ๆ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน ไทยเราต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วย ธุรกิจพลังงานอนาคตของ ปตท.จะมุ่งพลังงานทดแทน เป็นหัวหอกหลักในการลงทุน ปีที่แล้วลงทุนไป 400 เมกะวัตต์ จึงตั้งเป้าให้ท้าทาย สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวด้วยการลงทุนพลังงานทดแทนให้ได้ 12,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุนพลังงานลมและอื่นๆ ไปบ้างแล้ว รวม 2,000 เมกะวัตต์
รวมทั้งจะลงทุน แบตเตอรี่ หรือ ตัวกักเก็บพลังงาน เนื่องจากพลังงานทดแทนมีข้อเสียคือ เรื่องความไม่เสถียร เพราะลมหรือแดดไม่ได้มีตลอดเวลา
ดังนั้น ตัวที่จะทำให้พลังงานทดแทนมีความนิ่งได้คือ เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ถ้าใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ จะเป็นส่วนช่วยให้ประเทศไทยขับเคลื่อนสู่พลังงงานมากขึ้น รวมทั้งมีการศึกษา พลังงานไฮโดรเจนด้วย
ปัจจุบันกลุ่ม ปตท.เดินหน้าเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน หรือ G-box เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ แบตเตอรี่ขนาดยักษ์ เท่ากับคอนเทนเนอร์ 1 ตู้ ตั้งในสถานีบริการน้ำมัน เป็นที่เก็บและจ่ายไฟฟ้าให้รถไฟฟ้า รวมทั้งมีการบริหารจัดการพลังงานที่เก็บไว้ คำนวณความเหมาะสมของการใช้งานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และประหยัดต้นทุนที่สุด
ขณะที่รถอีวีนั้น ปตท.ได้ร่วมลงทุน กับบริษัท Foxconn สร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ที่บริษัทไม่ได้ผลิตรถยี่ห้อของตัวเอง แต่เปิดแพลตฟอร์ม รับจ้างการผลิตตามคำสั่งซื้อ (โออีเอ็ม) สำเร็จรูป ให้บริษัทผู้ว่าจ้างในยี่ห้อของตัวเอง เพียงแค่ออกแบบตัวถัง ถ้าเป็นไปตามแผนจะเริ่มก่อสร้างโรงงานภายในปี 2565 ด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้รวม 100 จุด และในปีหน้าอีก 300 จุด นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม แอพพลิเคชั่น อีวี มี (EV ME) เปิดให้เช่า รถยนต์ไฟฟ้า และทดลองขับได้ พร้อมบริการครบวงจร เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
สำหรับการรุกด้านบียอนด์ อรรถพล ตั้งเป้าจะเป็นพาประเทศไทยไปถึงจุดที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ อีกขั้นของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดย ปตท.เข้าไปศึกษาและลงทุนแล้ว ได้แก่ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (life science) ธุรกิจเรื่องสุขภาพ เรื่องยา เครื่องมือทางการแพทย์และอาหารเสริม อีกส่วนคือสินค้ามูลค่าสูง เป็นการต่อยอดจากปิโตเคมี จากพลาสติกที่มีมากกว่าพันชนิด ปตท.จะไปลงทุนในกลุ่มสินค้าพลาสติกที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนรถยนต์
ด้านไลฟ์สไตล์ จะทำการลงทุนมากขึ้น โดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไป ปรับตัวจากธุรกิจด้านน้ำมันอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น รวมทั้งการลงทุนพัฒนาด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีเอไอ หุ่นยนต์ ดิจิทัล โดยบียอนด์มาจากเป้าหมายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมุ่งธุรกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ด้วยการร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ศึกษาและผลิตยาต้านโรคมะเร็ง รวมถึงร่วมทุนกับองค์การเภสัชกรรมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผลิตหัวเชื้อ ยาฟาวิพิราเวียร์ ในประเทศ เพื่อลดต้นทุนนำเข้า และในกลุ่มอาหารเสริม ได้ร่วมทุนกับ Nove Foods ดำเนินธุรกิจ อาหารทางเลือก คือ เนื้อที่ทำมาจากพืช รวมทั้ง ต่อยอดจากโรงงานเคมี ในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และมูลค่าสินค้าในประเทศ อาทิ วัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย
ด้านเอไอ โรบอติกส์ และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ปตท.ได้จัดตั้ง บริษัท เมฆา เทคโนโลยี ในการให้บริการเช่าพื้นที่ เก็บข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ พร้อมทั้งบริการ ให้คำปรึกษา จัดหาเทคโนโลยีและรูปแบบที่ให้เหมาะกับแต่ละบริษัท รวมทั้งทางบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้จัดตั้ง บริษัท เออาร์วี ขึ้น เพื่อในบริการโดรน ปัจจุบันมี 800 ตัวเป็นรองจากประเทศจีน และตั้งเป้าหมายในปีหน้า เพิ่มเป็น 1,200 ตัว
ไม่เพียงหมุดหมายธุรกิจ ในด้านสังคม กลุ่ม ปตท.ยังเดินหน้าช่วยเหลือคนไทยและประเทศชาติ ให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิดโดยเร็ว โดยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ และคนไทย ภายใต้โครงการ ลมหายใจเดียวกัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563-เดือนสิงหาคม 2564 วงเงินรวม 1,800 ล้านบาท อาทิ จัดหายาฟาวิพิราเวียร์ 1.2 ล้านเม็ด มอบให้รัฐบาล จัดหาแอลกอฮอล์ แจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ กว่า 5,000 แห่ง การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งเครื่องช่วยหายใจ พร้อมออกซิเจนเหลว 400 เครื่องให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ และขยายต่อโครงการโดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามครบวงจร
ปัจจุบันแม้สถานการณ์โควิดในประเทศจะผ่อนคลายแล้ว แต่ ปตท.ยังคงโรงพยาบาลสนามไว้ เพื่อให้ความมั่นคงทางการแพทย์ และให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
นอกจากนี้ เพื่อร่วมฟื้นฟูประเทศไทย กลุ่ม ปตท. ยังออกโครงการรีสตาร์ตไทยแลนด์ เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างงานและการท่องเที่ยวในประเทศ ที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.ได้จ้างงานพนักงานจบใหม่ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 และจะต่ออายุสัญญาจ้างอีก 1 ปี และเดินหน้าสร้างงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วประมาณ 2.5 หมื่นอัตรา และยังสนับสนุนเงินให้พนักงานออกไปท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยวอีกทาง
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบูสต์อัพไทยแลนด์ได้ตามเป้าหมายของ ปตท. อรรถพลทิ้งท้าย

