‘แซ่บวัน’ ยอมตรึงราคาสู้ผักแพง เผยเปิดนั่งกินในร้านขายดีขึ้น หลังยอดตก 10-20%
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นางสุนทรี แสงพล เจ้าของร้านส้มตำ “แซ่บวัน” ร้านอาหารอีสานชื่อดังย่านรัชดา เปิดเผยว่า หลังจากเปิดร้านส้มตำ “แซ่มวัน รัชดา” ตรงข้ามบิ๊กซี เป็นสาขาแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันได้ลงทุนขยายสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา ได้แก่ แซ่บวัน รัชดาซอย 5 ข้างตึกเอไอเอ, แซ่บวัน ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 17, แซ่บวัน พหลโยธิน 34, แซ่บวัน ตึกซัน และแซ่บวัน สถานทูตลาว ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาจะเปิดสาขาใหม่เพิ่ม มองไว้ที่ย่านพระราม 3
นางสุนทรีกล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ มีมาตรการไม่ให้นั่งทานอาหารที่ร้าน ทางร้านได้ปรับการขายผ่านดิลิเวอรีแทน จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นอาหารอีสานที่คนชื่นชอบอยู่แล้ว จึงทำให้ยังขายดีทุกสาขา แต่ยอดขายก็มีลดลงจากเดิมไปบ้างประมาณ 10-20%
“ช่วงโควิดระบาดรอบแรก มีพนักงานที่ร้านกลับต่างจังหวัดไปบ้าง เพราะกลัวโควิด แต่หลังจากเราให้มีการฉีดวัคซีนจนครบ 2 เข็ม ก็ไม่กลัวและกลับเข้ามาทำงานตามปกติแล้ว หากใครไม่ได้ฉีดวัคซีนจะไม่ให้ทำงานที่ร้าน” นางสุนทรีกล่าว

นางสุนทรีกล่าวอีกว่า หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ให้สามารถนั่งทานที่ร้านได้ ทำให้ยอดขายดีขึ้นมาบ้าง ซึ่งร้านได้ขยายเวลาการเปิด-ปิดร้านเป็นปกติแล้ว ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. จากก่อนหน้านี้จะเปิด 10.00-20.00 น.
“ตอนนี้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักที่ราคาแพงมาก แต่ก็ต้องซื้อ ต้องใช้เหมือนเดิม เพราะว่าเราต้องรักษาคุณภาพไว้ ช่วงนี้ขาดทุนก็ต้องยอม เพราะเรายังใช้ผักปรุงอาหารเหมือนเดิม ไม่ได้หาผักชนิดอื่นปรุงแทน เพราะเป็นร้านอาหารอีสาน ไม่สามารถที่ต้องจะเปลี่ยนใช้ผักอะไรมาปรุงแทนได้ อย่างพริก มะนาว มะเขือเทศ ก็ยังใช้เหมือนเดิม อาจจะลดปริมาณลงเล็กน้อย เช่น มะเขือเทศ เคยใส่ 2-3 ลูก ก็เหลือ 1-2 ลูก” นางสุนทรีระบุ
นางสุนทรีกล่าวอีกว่า ในช่วงนี้แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น ทางร้านยังไม่ได้ปรับราคาแต่อย่างใด ยังแบกรับภาระต้นทุนไปก่อน เนื่องจากราคาสินค้ามีบางช่วงถูกและบางช่วงแพง
“ก่อนหน้านี้เราปรับราคาในบางเมนูไปบ้าง เช่น ตำซั่ว จาก 50 บาท เป็น 60 บาท แต่ปรับไปสักพักใหญ่แล้ว เพราะกากหมูหายาก เครื่องปรุงแพงมาก รายการไหนที่แพงจริงๆ เราถึงจะปรับขึ้น แต่โดยรวมจะไม่ได้ปรับ” เจ้าของร้านแซ่บวันกล่าวย้ำ

