ปตท.สผ.ประเมินราคาน้ำมันดิบกรอบ 70-80 เหรียญฯ/บาร์เรลถึงสิ้นปี

ปตท.สผ.ประเมินราคาน้ำมันดิบกรอบ 70-80 เหรียญฯ/บาร์เรลถึงสิ้นปี ลุยธุรกิจใหม่ หุ่นยนต์-ไฟจากโซลาร์

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในโอกาสเข้ารับตำแหน่งว่า ปี 2564 บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณขายปิโตรเลียมเป็น 417,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากไตรมาส 2 ที่ตั้งไว้ 412,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่วนใหญ่มาจากโครงการในต่างประเทศ คาดการณ์ราคาขายก๊าซธรรมชาติประมาณ 5.7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ตั้งเป้ารักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ประมาณ 28-29 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาที่ประมาณ 70-75% ของรายได้จากการขาย

“ส่วนตัวประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและประเทศพันธมิตร(โอเปก พลัส) ประกาศคงอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และจะค่อย ๆ ทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่สมดุลเพียงพอกับความต้องการในขณะนี้”นายมนตรี กล่าว

ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและรวบรวมเพื่อจัดทำแผนลงทุน 5 ปีอีกครั้ง คาดว่าจะเสร็จช่วงเดือนธันวาคมนี้ โดยบริษัทยังคงมุ่งเป้าลงทุนในโครงการปิโตรเคมีและแก๊ส โดยเฉพาะโครงการในอ่าวไทยหลายแผนงาน ส่วนการลงทุนในภูมิภาคหรือต่างประเทศจะเร่งพัฒนาโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติจากมาเลเซีย รวมทั้งรักษากำลังการผลิตโครงการในเมียนมาด้วย ส่วนความคืบหน้าโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) ที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการ ขณะนี้ ปตท.สผ. ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งแท่นผลิตและท่อใต้ทะเลได้ตามแผน แม้บริษัทจะยอมรับเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ของผู้รับสัมปทานปัจจุบันแล้วก็ตาม ส่งผลกระทบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) บริษัทจึงได้ประสานงานกับผู้ซื้อและหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และจะพยายามเร่งลงทุนในแหล่งอื่นที่มีศักยภาพเพียงพอ คือ แหล่งบงกช และแหล่งอาทิตย์ เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่หายไปบางส่วน ขณะที่ในอนาคตภายใน 2-3 ปี มีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตของทั้ง 2 แหล่งนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ธุรกิจไฟฟ้าที่ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติ อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน จะมองหาโอกาสการลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด และบริษัท ฟิวเจอร์เทค โซลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต และธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยมองหาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และ การกักเก็บคาร์บอน และพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต อาทิ พลังงานไฮโดรเจน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon