นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือ สถานีโทรทัศน์ช่อง3 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาในภาพรวมการประกอบกิจการของสถานีโทรทัศน์ช่อง3 ทั้ง 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 33เอชดี ที่ออกอากาศคู่ขนานกับช่อง3 ในระบบทีวีอนาล็อก , ช่อง 28 (ช่อง 3 เอสดี) และ ช่อง 13 แฟมมิลี พบว่าหลังผ่านพ้นไตรมาส 3/2559 มีผลประกอบการรายได้โตติดลบ 9-10% และมีกำไรลดลงราว 20-30% โดยปัจจัยที่มีผลทำให้รายได้ลดลง ประกอบด้วย สถานการณ์การแข่งขันการซื้อคอนเทนต์รายการต่างๆเพื่อนำมาออกอากาศ มีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่การแข่งกับผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ล่าสุดยังต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เช่น บริษัท เดนท์สุ จากประเทศญี่ปุ่นได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ในประเทศไทย ทำให้ช่องที่อยู่ในเครือข่ายของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย(ทรท.) หรือ ทีวีพูล ต้องจ่ายแพงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมของการซื้อโฆษณาในปัจจุบัน ที่ลดกำลังซื้อลงตามสภาพเศรษฐกิจและหันไปลองตลาดนิวมีเดียกันมาขึ้น
“ปัจจัยที่มีผลทำให้รายได้ของช่อง3 ลดลงยังมีในเรื่องของการที่พฤติกรรมของคนดูในช่วงเวลากลางคืนเปลี่ยนไปโดยหันไปทำกิจกรรมหรือบริโภคสื่อด้านความบันเทิงอื่นๆกันมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ชมที่ดูรายการหลังช่วงไพร์มไทม์หรือหลังละครหลังข่าวจบหายไปกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมีทีวีดิจิตอล นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของช่อง3 อย่างมาก คือ การที่รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1/2559 มีการเปลี่ยนแปลงตัวพิธีกรดำเนินรายการ คือ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ส่งผลให้รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เรตติ้งลดลงจาก 2 เหลือ 1.5-1.6 และมีรายได้จากค่าโฆษณาลดลง 30%”นายสุรินทร์กล่าว

