หน้าแรก เศรษฐกิจ สกู๊ปหน้า 1: ...

สกู๊ปหน้า 1: โซลาร์เซลล์ลอยน้ำยักษ์ ตอบโจทย์พลังงานสะอาด ได้ไฟฟ้า-ที่เที่ยวใหม่

15.11.21 | 07:20 น.

สกู๊ปหน้า 1: โซลาร์เซลล์ลอยน้ำยักษ์ ตอบโจทย์พลังงานสะอาด ได้ไฟฟ้า-ที่เที่ยวใหม่

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี (Hydro-floating Solar Hybrid) หรือ “โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด” ในเขื่อนสิรินธร ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขนาดกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ได้ฤกษ์เมื่อ 31 ตุลาคม 2564 จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์แล้ว ถือเป็นนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีจุดเด่น คือ ต้นทุนราคาถูก ซึ่งจะมีส่วนช่วยดูแลค่าไฟให้คนไทยได้ทางหนึ่ง ต่างไปจากเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าประเภทอื่น โดยเฉพาะกลุ่มฟอสซิล ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ที่ราคาค่อนข้างสูง และล่าสุดเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ จากภาพรวมราคาพลังงานโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังถูกปักหมุดเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.อุบลราชธานี ทำหน้าที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ไปสัมผัสกับธรรมชาติ หลังจากภาคท่องเที่ยวไทยเจ็บช้ำอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มา 2 ปี

“บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ข้อมูลว่า โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรจะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 47,000 ตัน/ปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 37,600 ไร่ โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ปกคลุมผิวน้ำยังช่วยลดการระเหยของน้ำได้ประมาณ 460,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศได้ถึง 730.62 พันล้านบีทียูต่อปี ตอบโจทย์พลังงานสะอาดช่วยลดภาวะโลกร้อน ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ผู้ว่าการบุญญนิตย์ ยังอธิบายว่า โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แผงโซลาร์เซลล์มากถึง 144,420 แผ่น ติดตั้งอยู่บนพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 450 ไร่ หรือเทียบเท่า สนามฟุตบอลประมาณ 70 สนาม มีจุดเด่นคือ สามารถผลิตไฟฟ้าจากทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และพลังน้ำจากเขื่อนที่มีอยู่เดิมมาผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสง หรือเสริมความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงค่ำ โดยนำระบบ EMS (Energy Management System) ร่วมกับระบบพยากรณ์อากาศ (Weather Forecast System) มาควบคุมและบริหารจัดการ เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ยาวนานขึ้น ลดข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียน

ในอนาคต กฟผ.ยังเตรียมสร้างศูนย์ควบคุมพลังงานหมุนเวียน (RE Control Center) โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น โรงไฟฟ้าฯ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบ่งออกเป็น 7 ชุด บนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนไม่ถึง 1% ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด โดยเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์และทุ่นลอยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ไม่ส่งผลกระทบกับระบบนิเวศใต้น้ำ นอกจากนี้ ยังใช้ระบบส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ รวมถึงพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนสิรินธรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงได้ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีราคาต่ำ มีการวางแผงโซลาร์เซลล์ให้มีมุมเอียง มีช่องว่างระหว่างแผงและทุ่นลอยน้ำ แสงแดดสามารถลอดผ่านลงในน้ำได้ จึงไม่กระทบกับระบบนิเวศใต้น้ำ และการนำแผงโซลาร์เซลล์วางบนผิวน้ำ จะช่วยลดความร้อนของแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าดีกว่าการติดตั้งบนบกถึง 10-15% ทั้งนี้ ใช้ทุ่นลอยน้ำเป็นทุ่นพลาสติก ชนิด High Density Poly Ethylene (HDPE) ผสม UV Protection ซึ่งเป็นวัสดุประเภทเดียวกับท่อส่งน้ำประปา จึงเป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อมและมีอายุการใช้งานนานกว่า 25 ปี และยังช่วยลดการระเหยของน้ำในเขื่อนได้ประมาณ 460,000 ลูกบาศก์เมตร/ปี

ผู้ว่าฯบุญญนิตย์ยังระบุว่า ไม่เพียงมุมการผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงประเทศ อีกมุมหนึ่งที่ กฟผ.ให้ความสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนผ่านการท่องเที่ยว โดย กฟผ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน โดยเตรียมเปิดตัวโรงไฟฟ้าแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.อุบลราชธานี และภาคอีสาน โดยพัฒนาเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) ที่สามารถชมโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากมุมสูงบนทางเดินชมธรรมชาติได้อย่างชัดเจน กำหนดเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป เชื่อว่าจะช่วยสร้างอาชีพ เสริมรายได้ ให้กับชุมชน ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย

Advertisement

จากความสำเร็จครั้งนี้ ผู้ว่าการบุญญนิตย์ ยังให้ข้อมูลทิ้งท้ายว่า “กฟผ. เตรียมเดินหน้าโครงการต่อไปที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ขนาดกำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ และพื้นที่เขื่อนอื่นๆ ของ กฟผ.อีก 15 โครงการทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ เพื่อเร่งผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน”

ความสำเร็จของโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเดินหน้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดของไทย ภายใต้การนำของ กฟผ. ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับชุมชนโดยรอบไปพร้อมกันๆ ด้วย ซึ่งเวลานี้การฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก น่าติดตามแผนการพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ของ กฟผ.นับจากนี้ ซึ่งตามแผนจะพัฒนาโครงการรูปแบบเดียวกันทั้ง 9 เขื่อนทั่วประเทศ รวม 16 โครงการ กำลังผลิตทั้งหมด 2,725 เมกะวัตต์ ภายใน 10 ปีข้างหน้า ทั้งหมดนี้เพื่อตอบโจทย์การผลิตและใช้พลังงานสะอาด ที่ถือเป็นอีกเมกะเทรนด์หนึ่งของโลก