พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการป้องกันช่วยเหลือน้ำหลากในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง ณ เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำจึงอยากสร้างความเข้าใจกับประชาชน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือกับทุกฝ่ายและตัดสินใจดำเนินการโดยยึดประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งได้สั่งการให้กรมชลประทานพิจารณาการผันน้ำ ซึ่งหากพื้นที่ใดยังไม่ได้ทำการเก็บเกี่ยวจะไม่มีการผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตร ซึ่งสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558/59 ทำให้เกษตรกรเริ่มการเพาะปลูกช้ากว่าปีปกติ คือ เริ่มประมาณ มิถุนายน – กรกฎาคม จึงยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในอีก 1 เดือน ขณะที่จากการสำรวจโดยใช้ดาวเทียมถ่ายภาพของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า พบว่า มีปริมาณน้ำอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยามากแต่ไม่มากเท่าปี 2554 แต่ยังมีโอกาสเกิดฝนตกใต้เขื่อนทำให้มีน้ำหลากเกิดขึ้นอีก จึงต้องเร่งระบายน้ำโดยทางที่เร็วที่สุดคือการระบายทางตรงผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับน้ำท่วมขังในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ลุ่มต่ำนั้น เป็นการท่วมระหว่างคันกั้นน้ำกับแม่น้ำยังไม่ล้นคันกั้นน้ำ จึงยังไม่มีการปล่อยน้ำส่วนนี้เข้าพื้นที่เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพราะน้ำยังไม่มากเกินไป แม่น้ำเจ้าพระยายังสามารถรับได้
“ในกรณีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งน้ำใกล้จะเต็มเขื่อนนั้น ถือเป็นลักษณะปกติเพราะมีพื้นที่รับน้ำมาก สามารถระบายน้ำลงมาแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใต้เขื่อนพระราม 6 ได้ ขณะนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหากจะทำให้ท่วม กรุงเทพฯ ต้องมีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่า 3,800 ลบ.ม./วินาที แต่ได้สั่งการให้กรมชลประทานพยายามรักษาระดับน้ำไว้แค่เพียง 2,000 ลบ.ม./วินาที และให้ลดการระบายน้ำลงอีก ถ้ามีปริมาณฝนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจะต้องรีบดำเนินการช่วยเหลือพร้อมจ่ายค่าชดเชย ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วม/น้ำหลาก ณ วันที่ 30 กันยายน มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 42,659 ครัวเรือน เป็นพื้นที่เกษตร 121,619 ไร่ รวมทั้งสิ้น 13 จังหวัด จำนวน 38 อำเภอ 198 ตำบล 1,011 หมู่บ้าน รัฐบาลจะมีการจ่ายค่าชดเชย และช่วยเหลือปัจจัยการผลิตในด้านต่าง ๆ จึงขอให้มีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ซึ่งได้มีการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะยึดหลักประชาชนเป็นสำคัญ

