หน้าแรก เศรษฐกิจ สัมมนาหอค้าทั...

สัมมนาหอค้าทั่วประเทศ เตรียม 6 ข้อเสนอรัฐบาลเร่งทำ SME โอดเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน วิตกแบกหนี้ครัวเรือน5ปี

18.11.21 | 13:35 น.

สัมมนาหอค้าทั่วประเทศ เตรียม 6 ข้อเสนอรัฐบาลเร่งทำ เอสเอ็มอีโอดเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน วิตกแบกหนี้ครัวเรือน5ปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า การประชุมร่วมกับประธานหอการค้าภูมิภาคและทำการสำรวจความเห็นสมาชิกหอการค้าไทยผ่านระบบออนไลน์ 350 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจะนำเสนอในการประชุมหอค้าไทยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายนนี้ ที่กรุงเทพฯ พบว่า ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว และเห็นว่าจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 /2565 ถึงต้นปี2566 สะท้อนว่า ภาพเศรษฐกิจมหาภาคฟื้น จากการขับเคลื่อนของธุรกิจขนาดใหญ่และอยู่ในส่วนกลาง ยังไม่ไปถึงระดับภูมิภาค แม้เปิดประเทศแต่เปิดเฉพาะพื้นที่สีฟ้า 4 จังหวัด ซึ่งเอสเอ็มอีก็ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางธุรกิจ ฉะนั้นประโยชน์จากการเปิดประเทศในไตรมาส 4 ปีนี้ ยังไม่โดดเด่น และวิตกต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูงและอาจรุนแรงในปี 2565


ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้มี 6 ข้อเสนออยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย 1.การควบคุมการแพร่ระบาดและการเร่งกระจายวัคซีนให้เป็นไปตามเป้าหมาย 2.การเปิดดำเนินการธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจกลางคืน อย่างช้าต้นปีหน้า ที่จะรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าอย่างต่ำน่าจะเข้ามาเที่ยวในไทย 5 ล้านคน 3. ลดเงื่อนไขและธนาคารรัฐเป็นแกนนำออกมาตรการช่วยให้เอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เข้าถึงสินเชื่้อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟต์โลน) 4. การดูแลระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร หากต้นทุนโลกสูงก็ควรขยับไม่เกิน 35 บาท จนกว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจนในปีหน้า 5. การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ เพิ่มเงินอีก 1.5 พันบาทต่อคน ในโครงการคนละครึ่ง ส่วนนี้จะเพิ่มเงินในระบบอีก 90,000 ล้านบาท เริ่มโครงการช็อปดีมีคืนช่วงปีใหม่ถึงเทศกาลตรุษจีน สั่งการให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น/องค์การบริหารส่วนตำบลเร่งการใช้งบประมาณ และ 6. การวางรากฐานเพื่ออนาคต โดยผลักดันการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี )

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการของรัฐตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ทำให้มีเม็ดเงินจับจ่ายเพิ่มขึ้นสะพัดวันละ 2,200 ล้าน หรือประมาณ 66,000 ล้านบาทต่อเดือน รวม 2 เดือนเท่ากับ 1.32 แสนล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีขยับขึ้น 0.83% ส่งผลไตรมาส 4/2564 จีดีพีขยายตัว 2.1% และทั้งปี 2564 จีดีพีขยายตัว 1.5% ส่งผลต่อปี 2565 ขยายตัว 4.2% พระเอกหลักคือภาคการส่งออกขยายตัว 5.4% จากปีนี้ 16.5% การลงทุนภาครัฐขยาย 7.1% จาก6 % ภาคเกษตรขยาย 3.3% จาก 2.7% เพราะผลผลิตดี และราคาน้ำมันดึงราคาสินค้าเกษตรทดแทนน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหลือ 3.4% จากปีนี้ 5.5% ภาคบริการขยาย 3.7% จากติดลบ 0.7%

นายวิเชียรกล่าวต่อว่า ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจปี 2565 คาดการณ์จากจำนวนการฉีดวัคซีนดีกว่าเป้าหมาย และเกิน 70% จากเดือนธันวาคม 2564 จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลง การเปิดประเทศ ภาคการผลิตและภาคบริการทั่วโลกฟื้นตัวภายหลังจากการคลายล็อกดาวน์ทั่วโลก ภาครัฐออกมาตรการเยียวยา กระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อเนื่อง การลงทุนของภาครัฐเร่งตัวดีขึ้น และความเสี่ยงจากสถานการภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2565 มีแนวโน้มลดลง

Advertisement

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า ส่วนปัจจัยลบที่ยังต้องติดตาม คือ แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อและยาวนานทำให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อาจใช้เวลา 5 ปีในการแก้ไขปัญหา ธนาคารกลางของประเทศมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาการขาดแคลนชิปส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้า การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และความไม่แน่นอนของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนที่แม้ว่าจะมีการประชุมกันแต่ไม่มีการออกมาแถลงการณ์ร่วม

ทั้งนี้ ข้อสมุมติฐานในการพิจารณาประมาณการเศรษฐกิจคำนวนจาก 1.ปริมาณการค้าโลกปี 2565 คาดว่าจะมีปริมาณ 6.7% จากปีนี้ 9.7% จีดีพีโลก ปี 2565 ขยายตัว 4.9% จากปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 5.9% 2. จำนวนท่องเที่ยวต่างชาติ 5 ล้านคน จากปีนี้ที่มีจำนวน 2 แสนคน3. อัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐจากปีนี้ 31.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 4. ราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบ 75.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลจากปีนี้ 67.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 3.รายจ่ายภาคสาธารณะจาก 3.06 ล้านล้านบาทจากปีนี้ 2.94 ล้านล้านบาท 6. อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 0.50%