ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยยอดขาย จยย.ครึ่งปีหลังอาจติดลบ 16% พบบิ๊กไบค์-จยย.ไฟฟ้า ยังขายดี
รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตลาดจักรยานยนต์ไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มฐานรากซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ของปีซึ่งมีการแพร่ระบาดของเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้จากที่ยอดขายรถจักรยานยนต์ในประเทศขยายตัวได้กว่า 19% ในช่วงครึ่งแรก กลับพลิกมาหดตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังโดยคาดว่ามีโอกาสที่จะหดตัวลงถึง -16% ยังผลให้ตลอดทั้งปีนี้คาดว่ามีโอกาสที่ยอดขายรถจักรยานยนต์ปี 2564 อาจปิดที่ราว 1.53 ล้านคัน หรือขยายตัวเพียง 1% จากปีที่แล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในบรรดารถจักรยานยนต์ประเภทต่างๆ พบ 2 กลุ่มที่กลับขยายตัวได้ดีสวนกระแสตลาด โดยกลุ่มแรกคือ จักรยานยนต์บิ๊กไบค์รุ่นขนาด 251 ถึงไม่เกิน 400 ซีซี ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการเป็นกลุ่มจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในตลาดผู้บริโภคที่มีฐานรายได้มั่นคงซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากการแพร่ระบาดของโควิด ส่วนอีกกลุ่มคือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอันเนื่องมาจากการสนับสนุนของภาครัฐภายใต้แผนนโยบาย 30/30 (ส่งเสริมให้ในปี 2573 มีการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 675,000 คัน คิดเป็น 30% ของการผลิต)
อีกทั้งบีโอไอยังสนับสนุนให้ผู้ลงทุนผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ก่อให้เกิดการขยับการลงทุนจากทางฝั่งนักลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับหากเทียบต้นทุนในการถือครองที่ต่ำกว่ารถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน หากใช้งานเพื่อการเดินทางทั่วไปในชีวิตประจำวันด้วยระยะทางและอัตราเร่งไม่สูง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
แต่การขยายตลาดในช่วงแรกนั้นไม่ง่ายเนื่องจากแบตเตอรี่ยังมีราคาแพงและใช้เวลานานในการชาร์จ ส่วนถ้าหากจะใช้การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่าก็ยังมีประเด็นเรื่องการกระจายตัวของจุดเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีไม่มาก ทั้งนี้เนื่องจากการที่แบตเตอรี่ของแต่ละยี่ห้อยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้การลงทุนตั้งจุดเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ทั่วถึงนั้นยังมีต้นทุนที่สูง ซึ่งอาจต้องอาศัยการพัฒนาทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี่และรถจักรยานยนต์ร่วมกันในประเทศจึงจะทำให้เกิดการขยายตัวได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

