‘ดับบลิวเอชเอฯ’ มั่นใจโค้งสุดท้ายปี’64 ธุรกิจสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟฟ้า ไปได้สวยแถมโตเด่น

‘ดับบลิวเอชเอฯ’ มั่นใจโค้งสุดท้ายปี’64 ธุรกิจสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟฟ้า ไปได้สวยแถมโตเด่น

นายนิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 แนวโน้มผลการดำเนินงานมีการเติบโตที่ดีขึ้นจากการขยายตัวของการให้บริการด้านสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในประเทศไทย ทั้ง 11 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง ประกอบด้วย 2 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจน้ำ และธุรกิจไฟฟ้า

นายนิพนธ์กล่าวว่า ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) ภาพรวมธุรกิจสาธารณูปโภคทั้งในประเทศ และในเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีการขยายกำลังการผลิต และลูกค้ารายใหม่จากกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี รวมถึงการกลับมาดำเนินงานตามปกติของกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมฯ พร้อมทั้งบริษัทมุ่งเน้นการให้ผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) จากการนำน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการบำบัดและใช้ใหม่ (Wastewater Reclamation) ไปผลิตและเพิ่มมูลค่าเป็นน้ำปราศจากแร่ธาตุ (DemineralizedWater) และน้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูง (Premium Clarified Water) ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาหลากหลายโครงการ อาทิ โรงบำบัดน้ำแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY36) กำลังการผลิต 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โครงการผลิตน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุสำหรับจำหน่ายแก่ลูกค้านอกนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และโครงการแหล่งน้ำดิบทางเลือก กำลังการผลิต 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

“การให้บริการด้านสาธารณูปโภคในเวียดนาม ยังคงมียอดการจำหน่ายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการดวง ริเวอร์ เซอร์เฟส วอเตอร์แพลนท์ (Duong River Surface WaterPlant: SDWTP) และบริษัท เก๋อ หล่อ วอเตอร์ ซัพพลาย (Cua Lo Water Supply) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ-1 เหงะอาน ที่มีการก่อสร้างเพื่อขยายกำลังผลิตเพิ่มเป็น 8.4 ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างการดำเนินการวางท่อเพิ่มเติมเพื่อขยายเขตการให้บริการและรองรับปริมาณการใช้น้ำประปาที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของประชากร” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า ธุรกิจไฟฟ้า คาดว่ามีการเติบโตต่อเนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 8 แห่งที่ และกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP ผลการดำเนินงานฟื้นตัวจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรปกติของโรงไฟฟ้า Gheco-One หลังจากที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวได้กลับมาดำเนินงานตามปกติในไตรมาส 4/2564 และยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชั่นพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งล่าสุดได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการ Prinx Chengshan ขนาด 19 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดเมกะวัตต์สูงที่สุดที่บริษัทเคยติดตั้งมา ส่งผลให้มียอดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม ณ สินไตรมาส 3/2564 แล้วทั้งสิ้น 85 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าทั้งปี ที่วางไว้ 90 เมกะวัตต์ จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าเป้าปี 2564 ที่วางไว้

นายนิพนธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนานวัตกรรมโซลูชัเนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมมือกับ บมจ.ปตท. และบริษัท เซอร์ทิส เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มพลังงานอัจฉริยะเพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ได้แก่ ระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ P2P Energy Trading โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทดลองด้านนวัตกรรมพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC Sandbox) ขณะเดียวกันบริษัทยังมีการทดสอบการนำระบบกักเก็บพลังาน Battery Energy Storage System (BESS) มาใช้ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเชื่อว่านวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะสร้างโอกาสในการขยายกำลังการผลิตในส่วนของ Renewable Energy และ Business Model ใหม่ให้กับบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจสาธารณูปโภคและธุรกิจพลังงานของภูมิภาค

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon