หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจเอสเอ็ม...

ธุรกิจเอสเอ็มอี 40% เจอความเสี่ยงสูง ขาดสภาพคล่องหนัก ส่อปิดกิจการ3แสนราย

26.11.21 | 15:44 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพเอสเอ็มอีไทย และผลสำรวจธุรกิจหอการค้าไทย ช่วงวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2565 พบว่า ทั้งธุรกิจที่เป็นสมาชิกหอค้าไทยและธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไป ส่วนใหญ่กว่า 80% ระบุได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี2563 และสะสมหนักขึ้นถึงปัจจุบัน ในจำนวนนี้ 65% ระบุได้รับผลกระทบมาก ทั้งนี้ ภาคบริการหนักสุด รองลงมาคือภาคการค้า และภาคอุตสาหกรรม โดยธุรกิจประสบปัญหาทั้งจากยอดขายลดลงและเฉลี่ยลดลง 18.6% สวนทางต้นทุนเพิ่มและเฉลี่ยเพิ่ม 14.9% ส่งผลกำไรลดลงและเฉลี่ยลด 20.6% จากกำลังซื้อหายไปกว่า 15% บางส่วนต้องลดแรงงานและเฉลี่ยเลิกจ้าง 9.8% อีกทั้งกว่า 78% เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ทำให้ขาดสภาพคล่องการเงิน


นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า มุมมองต่อเศรษฐกิจ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ระบุว่าการผ่อนคลายมาตรการรัฐและมาตรการรัฐยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่้มฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลัง 2565 และยังกัวลต่อปัญหาโควิดระบาดรอบใหม่ เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ จึงทำให้เอสเอ็มอีเกือบ 80 % ระบุว่ามีความคิดจะปิดกิจการในอนาคต และในจำนวนนี้ 40% ระบุคิดมากสุดที่มีโอกาสจะปิดกิจการ บ่นไม่ไหวแล้ว หากปัญหาการแพร่ระบาดยังอยู่ต่อไป เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว รายได้ไม่คุมรายจ่ายและการจ่ายค่าแรง และยังขาดสภาพคล่อง

” จีดีพีเอสเอ็มอีไทย คิดเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านบาท ประมาณ 3 ล้านราย ซึ่งก็ไม่น่าจะปิดตัวถึง 40% แค่ 10% ที่หายไปก็ประมาณ 3 แสนราย หากเศรษฐกิจยังซึมต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อใช้จ่ายแบบระมัดระวัง อาจเสี่ยงสูงที่เอสเอ็มอีจะปิดกิจการ 5% ประมาณกว่า 1 แสนราย หรือเงินหายไปจากระบบ 3 แสนล้านบาท และกระทบต่อการจ้างงาน 1-2 ล้านคน จากเอสเอ็มอี1รายเฉลี่ยจ้างงาน 5 คน กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่รุนแรง ” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ซึ่งในการสำรวจเอสเอ็มอีระบุว่าต้องการเงินเสริมสภาพคล่องเฉลี่ย 1 แสนบาทต่อราย หากช่วยเหลือทั้งหมด 3 ล้านราย ก็จะใช้เงิน 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐมีมาตรการซอฟต์โลนอยู่แล้ว หากช่วยเหลือเฉพะกลุ่มเสี่ยงสูงก่อน ก็ใช้เงินประมาณแสนล้านบาท พร้อมกับเสริมสภาพคล่องในด้านอื่นๆ เช่น ลดต้นทุนผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี เช่น ลดหย่อนค่าใช้จ่ายการป้องกันโควิด ช่วยเหลือด้านต้นทุนธุรกิจ เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าจ้าง รวมถึงกระตุ้นใช้จ่ายเร่งฟื้นเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นใจในการดูแลป้องกันโควิด ซึ่งกำลังกังวลต่อการกลายพันธุ์ การเกิดโควิดรอบ5ในไทย และขยายมาตรการป้องกันโควิด เช่น เลื่อนการเปิดสถานบันเทิงกลางคืน ซึ่งเป็นกลุ่มธรุกิจที่สร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 2-3ล้านล้านบาทต่อปี

Advertisement