สกู๊ปหน้า 1: สวนปาล์มส่งเสียง ลด ‘ไบโอดีเซล’ ตรึงราคาน้ำมัน

สกู๊ปหน้า 1: สวนปาล์มส่งเสียง ลด ‘ไบโอดีเซล’ ตรึงราคาน้ำมัน

กรณีกลุ่มองค์กรปาล์มน้ำมันภาคใต้คัดค้านภาครัฐในการปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลที่เหลือแค่ B7 เกรดเดียวในน้ำมันดีเซล และยังมีข่าวว่ากระทรวงพลังงานจะลดส่วนผสมไบโอดีเซลเป็น B3 อีก ทั้งที่ผ่านมาการลดเหลือ B7 ทำให้เกษตรกรเสียรายได้มหาศาลแล้ว แต่ก็ยังพอรับได้เพราะเป็นมติที่ออกมาแล้ว แต่ถ้าลดลงเหลือ B3 คงยอมไม่ได้

“มนัส พุทธรัตน์” ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เข้ายื่นหนังสือขอคัดค้านการปรับลดส่วนการใช้ไบโอดีเซล เพื่อบรรเทาผลกระทบ

ราคาน้ำมันแพงให้แก่ภาคขนส่งผ่านไปถึงนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกลุ่มเกษตรกรยอมรับที่จะให้รัฐบาลปรับลดส่วนผสมไบโอดีเซลมาอยู่เกรดเดียวที่ดีเซล B7 เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่กำหนดระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564-31 มีนาคม 2565 หลังจากนั้นขอให้กลับไปใช้สูตรเดิมคือ B7 B10 และ B20 หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีระดับราคาสูง

“รัฐบาลจะมีมาตรการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน อยากให้หารือกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลกำหนดนโยบายต่างๆ โดยไม่ได้หารือเลย การเปลี่ยนนโยบายไปมาทำให้ไม่มีเสถียรภาพ กระทบต่อความยั่งยืนของปาล์มน้ำมันถึงกระบวนการผลิต การปรับลดส่วนผสม
ไบโอดีเซล 4 เดือนที่รัฐกำหนดให้เหลือดีเซล B7 ทำให้ไม่มี B10 และ B20 กระทบในการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ลดลง 1.7 หมื่นตันต่อเดือน หรือคิดเป็นผลปาล์มดิบที่เกษตรกรจะจำหน่ายรวม 4 เดือน คิดเป็น 3.7 แสนตัน หากคิดที่ระดับราคาปาล์ม 6 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) รวมเป็นเงินที่สูญหายไปจากมาตรการดังกล่าวรวม 2,200 ล้านบาท”

มนัสกล่าวอีกว่า เมื่อปี 2559 มีการปรับจาก B7 เป็น B3 มาแล้ว เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี ทำให้น้ำมันปาล์มล้นระบบตกต่ำมาจนถึงปี 2563 หากหลังจาก 4 เดือนจากนี้ หากภาครัฐยังคงมาตรการลดสัดส่วนการผสมต่อไป เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศจะยกระดับการกดดันทันที มีกระแสข่าววงในว่ารัฐอาจปรับลดการผสมไบโอดีเซลในดีเซลเป็น B3 ต้องการให้กระทรวงพลังงานทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องของคุณภาพและนโยบายการใช้น้ำมันดีเซลให้ถูกต้อง

ที่ผ่านมาภาคขนส่ง หรือรถบรรทุกทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการผสมไบโอดีเซลทำให้ราคาน้ำมันแพง ต้องเข้าใจว่าเป็นแค่ช่วงสถานการณ์ระยะสั้น เมื่อราคาปาล์มสูงขึ้นแต่ก่อนหน้านั้นราคาปาล์มตกต่ำเหตุใดจึงไม่พูด ทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนและเกษตรกร และขอให้กระทรวงปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันไบโอดีเซลให้สะท้อนต้นทุนจากตลาดที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

“รัฐบาลต้องไปศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันว่าแพงเพราะสาเหตุอะไร การนำน้ำมันปาล์มดิบมาผสมเป็นเพียงสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาษีต่างๆ โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต” มนัสกล่าว

ขณะที่  “ประทับ กลีบแก้ว” ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 เรื่องมาตรการชั่วคราวระยะสั้นปรับสัดส่วนผสมขั้นต่ำของน้ำมันดีเซล B7 และน้ำมันดีเซล B10 ลดลงเหลือร้อยละ 6 (B6) และกำหนดให้น้ำมันดีเซล B6 เป็นมาตรฐานชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 11-31 ตุลาคม 2564 จะทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบลดลงเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อราคาปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในอนาคต โดยขอให้รัฐบาลใช้นโยบายด้านอื่นแทน น้ำมันไบโอดีเซลไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันดีเซลแพง เพราะส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเมื่อผสมกับไบโอดีเซลประมาณ 50 สตางค์ต่อลิตร แต่สามารถช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดประมาณ 34,000 ครัวเรือน และในประเทศประมาณ 2.1 แสนครัวเรือน

ประทับกล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลทำน้ำมันดีเซล B7 และ B10 จนได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับทั่วโลกแล้ว แต่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายชั่วคราวให้ใช้น้ำมันดีเซล B6 ซึ่งผิดหลักการบริหารจัดการต้นทุน จะทำให้ห่วงโซ่ของระบบปาล์มน้ำมันเสียหาย สภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราชและกลุ่มองค์กรทางภาคใต้ได้พิจารณาไม่เห็นด้วยกับมาตรการ
ดังกล่าว โดยมีข้อมูลพิจารณาดำเนินการคือ

1.น้ำมันไบโอดีเซล B100 ไม่ได้เป็นภาระหลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.การให้ข่าวโจมตีน้ำมันไบโอดีเซล B100 เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง 3.นโยบายการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B100 มาผสมกับน้ำมันดีเซลจนได้รับการยอมรับมาตรฐานเป็น B7 B10 และ B20 เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานสะอาด ลดมลภาวะสร้างเศรษฐกิจในชาติ 4.รัฐบาลควรรักษานโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนมากกว่าการมองเรื่องราคาน้ำมันอย่างเดียว

5.สถานการณ์น้ำมันที่สูงขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมากว่า 10 ปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้น 6.ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นระยะยาวไม่สามารถปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกได้ง่ายเหมือนพืชชนิดอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายชั่วคราวเช่นนี้โดยไม่มีมาตรการดีๆ มารองรับจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มทั้งระบบ

“วันนี้ราคาปาล์มดิบมีราคาสูง เกษตรกรหันมาโค่นยางแล้วปลูกปาล์ม ทำให้ปริมาณปาล์มมีจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหายากจะแก้ไขได้อีกต่อไปในอนาคต เวลานี้พันธุ์ปาล์มก็ขาดตลาด หยุดสร้างกระแส หยุดวงจรอุบาทว์ในภาคการเกษตรเสียที” ประทับกล่าว

ด้าน “ชัยวุฒิ จิตนุพงษ์” นายกสมาคมชาวสวนปาล์ม จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หลังประกาศเจตนารมณ์ของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันภาคใต้เพื่อขับเคลื่อนให้ราคาผลปาล์มดิบมีเสถียรภาพ หลังจากนี้จะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าการลดไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลให้เหลือ B7 เพียงตัวเดียวจะทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มล้นแน่นอน ส่งผลประมาณเดือนมกราคมนี้เมื่อถึงวันนั้นหากราคาปาล์มน้ำมันดิบลดลงต่ำกว่า 6 บาท เป็นราคาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอันมีผลมาจากราคาปุ๋ย และสารเคมีที่เพิ่มขึ้นมากว่าร้อยละ 50 เรามีเป้าหมายการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่รอดูการแก้ไขปัญหาของกระทรวงพลังงานว่าเป็นไปตามข้อเสนอที่เราเคยยื่นไปก่อนหน้านี้หรือไม่

การที่กระทรวงพลังงานปรับลดการใช้ไบโอดีเซลเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามคำเรียกร้องของผู้ประกอบการขนส่ง เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกวิธี เพราะกระทบกับเกษตรกรปลูกปาล์มแล้วยังกระทบกับผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย เนื่องจากการปรับลด B ในน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงานยังลดตัวเลขค่าการตลาดในโครงสร้างน้ำมันด้วย ล่าสุด ผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงรวมตัวกันเข้าหารือกับกรมธุรกิจพลังงานแล้ว และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในข้อเรียกร้องของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน มองว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับฝ่ายอื่นๆ และทำให้ราคาปาล์มน้ำมันไม่มีความเสถียรภาพ ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด

“ทุกวันนี้มีผู้พยายามด้อยค่าไบโอดีเซลและทำให้เข้าใจว่า ปาล์มน้ำมันเป็นผู้ร้าย ถูกเกลียดชังว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันดีเซลมีราคาแพงขึ้น” ชัยวุฒิกล่าว

ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันดีเซลทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกรวมตัวกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาก็เกิดผลกระทบมาถึงชาวสวนปาล์มต้องจับตามองรัฐบาลว่าจะมีวิธีการใดให้การแก้ปัญหาเกิดผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ น้อยที่สุด

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon