ที่กระทรวงพลังงาน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการก้าวสู่ปีที่ 15 ในปี 2560 ว่า การขับเคลื่อนด้านพลังงานยังอยู่ในกรอบแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว โดยในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ในด้านการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มุ่งเน้นกระจายเชื้อเพลิงและกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลือ 59.4% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จากปี 2559 อยู่ที่ 64.5% และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนเป็น 9.6% จากปี 2559 ใช้เพียง 6.4% รวมถึงลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินลงเหลือ 16.8% จากปี 2559 ใช้อยู่ 18.6%
สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง จะดำเนินโครงการขนส่งน้ำมันทางท่อ จะเริ่มสร้างท่อส่งน้ำมันสายเหนือปี 2559 และสายอีสานปี 2561 รวมทั้งมีแผนการลดหัวจ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ในกลุ่มเบนซินให้เหลือ 4 ชนิด ปี 2561 และศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ จะสรุปผลการศึกษาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ช่วงเดือนกันยายน 2560 การผลักดันเรื่องการเปิดเสรีนำเข้าแอลเอ็นจีให้เป็นรูปธรรม
พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ จ.กระบี่ อยู่ระหว่างรอความคิดเห็นจากคณะกรรมการไตรภาคี 3 ส่วน คือ ตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน และภาคประชาชน คาดว่าได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคีภายใน 1-2 เดือนจากนี้ ซึ่งจะทำให้กระทรวงตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ ก่อนจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
“ยอมรับว่าการเดินเรื่องล่าช้า ถ้าเราตัดสินใจว่า ท้ายสุดแล้ว ไม่เอากระบี่ แล้วจะเอาพื้นที่ใด แต่กระทรวงยังยืนยันว่าภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ขึ้นมารองรับความต้องการใช้ เพราะปริมาณไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ 15% หาก 4-5 ปีจากนี้ ไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าและความต้องการใช้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ไทยไม่มีความมั่นคงด้านไฟฟ้า โดยภาคใต้ที่มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ…. และ พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม พ.ศ…ทั้ง 2 ฉบับ ภายในเดือนตุลาคมนี้” พล.อ.อนันตพร กล่าว

