นักธุรกิจ เชียร์ศบค.ปล่อยเคาต์ดาวน์ จี้เพิ่มช้อปดีมีคืน ชี้แค่ 10 วันสะพัด 5 หมื่นล.
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ มติชน ว่า ต้องขอขอบคุณภาครัฐ และ ศบค. ที่ประกาศชัดเจนมาในวันนี้ให้สามารถจัดกิจกรรมปีใหม่ได้ โดยมีมาตรการคุมอย่างมีระเบียบ ตรงนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายล้ว แต่ก็มีมาตรการที่อยากให้ทุกคนทำตาม ทั้งการตรวจ ATK และ การฉีดวัคซีน รวมถึงเจ้าของสถานที่ ที่ต้องมีมาตรฐาน covid free setting ด้วย ซึ่งถ้าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ เชื่อว่าโอกาสการระบาดอีกรอบ ก็จะน้อยลง และเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเราสามารถอยู่กับการระบาดได้อย่างมีมาตรการดูแลด้วย
นายสนั่น กล่าวต่อว่า ช่วงปีใหม่หลายฝ่ายก็ยังเฝ้าถึงมาตรการเสริมที่ภาครัฐจะออกมา ที่เอกชนเสนอคือ ช้อปดีมีคืน โดยควรให้วงเงินเพิ่ม ซึ่งมาตรการนึ้ดีทั้ง ภาครัฐ และเอกชน สามารถใช้ได้ทันที โดยประชาชนที่ยังมีกำลังซื้อก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และภาครัฐก็ไม่ต้องใช้งบประมาณทันที ตรงนี้ จะจบปีแล้ว ก็อยากให้รัฐบาลเร่งอนุมัต เพื่อเป็นการส่งท้ายเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้
“ จากการประมาณการณ์ หากรัฐบาล ให้ ยอดเงินเพิ่มจาก 30,000 บาท ต่อคน เป็น 50,000 บาท ต่อคน โดยสามารถใช้ได้ ในช่วง 10 วันสุดท้าย (21 ธค-31ธค) จะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้ถึง 50,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะเสียรายได้ เฉลี่ย ฐานภาษีที่ 20% คือ ประมาณ 10,000 ล้านบาท “ นายสนั่น กล่าว
นายสนั่น กล่าวต่อว่า ส่วนความกังวลเรี่องการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอน อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายและฉลองปีใหม่ นั้น จากข้อมูลปัจจุบัน ความรุนแรงของ โอไมครอน ยังไม่มาก แต่ไม่ควรประมาท สำหรับประเทศไทย มาตรการคนเข้าออกประเทศก็ยังมีระเบียบและการเฝ้าระวังที่ดี ซึ่งจากอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีการหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน พบว่า การเดินทางในประเทศมีการจับจ่ายใช้สอย กระจายรายได้ไปหลายจังหวัด แม้ว่า โอไมครอนจะกระทบต่อ เป้าหมายนักเดินทางจากต่างชาติที่ชะลอไปบ้าง แต่เชื่อว่า ความมั่นใจกับการจัดการสถานการณ์การระบาดในประเทศจะทำให้คนเชื่อมั่นและออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เมื่อจำนวนติดเชื้อน้อยๆและทุกคนร่วมกันป้องกัน เชื่อว่าการผ่อนคลายจากนี้ก็จะออกมาต่อเนื่อง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า การผ่อนคลายมาตราการของภาครัฐ ย่อมเป็นเรื่องดีต่อผู้ประกอบการทั้งสิ้น โดยเฉพาะร้านอาหารน่าจะช่วยให้มีลูกค้าได้มากขึ้นกับช่วงฉลองส่งท้ายปี ซึ่งช่วงที่ผ่านมานอกจากเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังมีเรื่องความกังวลใจหรือการไม่กล้าใช้จ่ายของผู้บริโภคพอสมควร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเงินไม่หมุนเวียน ดังนั้น รัฐบาลคงต้องมีมาตรการอื่นๆควบคู่กันไปด้วย เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส4เฟส5 โครงการเที่ยวช่วยไทย เป็นต้น
ขณะเดียวกัน มาตรการด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพ ยังต้องมีอยู่ครับมาตรการ SHA และ SHA Plus จะเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ อีกทั้งการเร่งฉีดวัคซีน ยังเป็นเรื่องสำคัญในประเทศไทย เพราะเชื้อไวรัสกลับมามีการแพร่ระบาด มักจะเกิดกับประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำ
ในด้านผู้บริโภคและผู้ใช้บริการเองนั้น ยังจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องมาตรการป้องกันตนเอง universal prevention ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กลับมามีการแพร่ระบาด
“ ช่วงก่อนหน้านี้ที่จะมีการเปิดห้างสรรพสินค้า ก็มีความกังวลต่างๆ แต่หลังจากที่เปิดให้บริการและทั้งผู้ประกอบการรวมถึงผู้บริโภคต่างสวมหน้ากากตรวจวัดอุณหภูมิล้างมือและระมัดระวังตนเอง พบว่า ไม่ได้กลับมาเป็นแหล่งแพร่ระบาดจึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการเปิดกิจการอื่นๆต่อไป ตอนนี้อาจแค่นี้ แต่หากเราดูแลป้องกันอย่างดี เชื่อว่ามาตรการผ่อนคลายจากนี้ก็จะเพิ่มขึ้น “ นายวิศิษฐ์ กล่าว

