นายซูเดีย แซตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังขยายตัวได้และขยายตัวเป็นบวก แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและความต้องการบริโภคในตลาดโลกยังอ่อนแอ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภายในประเทศ โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) จีน ปี 2559 อยู่ที่ 6.7% และปี 2560 อยู่ที่ 6.3% ขณะที่จีดีพีฟิลิปปินส์ยังขยายตัวแข็งแกร่งที่ 6.4% ในปีนี้ และคาดว่าปี 2560 จะขยายตัว 6.2% มาเลเซีย ปีนี้ขยายตัว 4.2% และ 4.3% ปี 2560 เวียดนามปีนี้ขยายตัว 6.0% และปี 2560 ขยายตัว 6.3% อินโดนีเซีย ขยายตัว 4.9% ในปีนี้ และปี 2560 ขยายตัว 5.0% ส่วนไทย คาดว่าจีดีพีของไทยปีนี้และปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 3.1%
นายซูเดียกล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวเพิ่มขึ้น เป็นความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การใช้มาตรการการเงินการคลังอาจทำได้ไม่มากนัก เพราะหนี้สาธารณะของประเทศในภูมิภาคนี้ต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ ต้องดำเนินมาตรการลดความเปราะบางด้านการเงินการคลังลง มีการปฏิรูปภาคธุรกิจและควบคุมยอดการปล่อยเงินกู้ของธนาคาร โดยเฉพาะในจีน ซึ่งเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงจะชะลอตัวเพิ่ม เพราะหนี้ภาคเอกชนจีนที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี หากกลายเป็นหนี้เสีย จะส่งผลโดยตรงกับเศรษฐกิจจีนและในภูมิภาค กระทบต่อเนื่องถึงตลาดเงินตลาดทุน การลงทุนและการค้าภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกไทยไปยังจีน มากกว่า 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับประมาณการจีดีพีไทยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.1% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังฟื้นตัวแบบกระจุกตัวในบางกลุ่มจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน รวมทั้งการลงทุนภาครัฐและบริโภคภาครัฐ ขณะที่ภาคการลงทุนเอกชนฟื้นตัวไม่ชัดเจน และภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 0% สำหรับมาตรการกระตุ้นภาครัฐผ่านมาตรการคลังในส่วนของไทย หนี้สาธารณะที่ประมาณ 40% ต่อจีดีพี ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
สำหรับปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เพราะจีนมีสัดส่วนการลงทุนโดยตรงในภูมิภาคและในไทยค่อนข้างมาก หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากกว่าคาดจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย และประเด็นที่สำคัญ คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจต่างๆ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงัก ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นการบริโภคการลงทุนของเอกชนในระยะต่อไปได้

