นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งเป้าว่าภายในปี 2568 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4,300 เมกะวัตต์เป็นพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 20% ที่เหลือเป็นพลังงานจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมาจากการขยายกำลังการผลิตไปยังต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น ลาว และมีแผนขยายไป เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า และอาจเห็นการลงทุนในประเทศ ออสเตรเลีย อินเดีย จากปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 1,913 เมกะวัตต์ เบื้องต้นในปี 2563 จะได้เห็นกำลังการผลิต 2,468 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 700-750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนพลังงานโซลาร์ในจีน 400-500 เมกะวัตต์ และญี่ปุ่น 200 เมกะวัตต์
“เงินที่ใช้ลงทุนจะมาจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยเสนอขาย 648,492,500 หุ้น หรือไม่เกิน 21.29% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งจะเปิดให้ผู้ถือหุ้นบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) จองซื้อในวันที่ 10-13 ตุลาคม ราคาจองซื้อที่ 21 บาทต่อหุ้น ในอัตราส่วน 23.1725 หุ้นบริษัทบ้านปู ต่อ 1 หุ้นไอพีโอของบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จากช่วงราคาไอพีโอที่ 18-21 บาทต่อหุ้น โดยจะได้ราคาในวันที่ 17 ตุลาคม ส่วนผู้ถือหุ้นทั่วไปจองซื้อได้ในวันที่ 18-20 ตุลาคมขั้นต่ำ 1,000 หุ้น” นางสมฤดีกล่าว และว่า ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 1.1-1.3 หมื่นล้านบาท จะนำไปจ่ายคืนให้บริษัท บ้านปู ที่ได้กู้ยืมมาเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าหงสาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ที่เหลือใช้ในการขยายกิจการและเป็นเงินทุนหมุนเวียน หลังจากนำเงินไปชำระคืนแล้วจะทำให้หนี้สินต่อผู้ถือหุ้นจะอยู่ในระดับใกล้เคียง 0 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.51 เท่า

