พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สายงานบริหารคลื่นความถี่และภูมิภาค เปิดเผยในงานรับฟังความเห็นสาธารณะ ร่าง ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้งานคลื่นความถี่ เพื่อสนับสนุนกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ ที่โรงแรมสุโกศล ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ มีแต่หลักเกณฑ์การใช้งานภารกิจในส่วนของภาครัฐ และการให้บริการเชิงพาณิชย์ในส่วนของรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนเท่านั้น ส่งผลให้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเข้าไปป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะใช้คลื่นวิทยุความถี่ต่ำในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวไกลไปมาก จึงจำต้องมีคลื่นความถี่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในช่วงเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ มากกว่าการใช้คลื่นความถี่ต่ำในการติดต่อสื่อสารในด้านเสียงเท่านั้น ทาง กสทช.จึงได้กันคลื่นความถี่ในย่าน 814-824 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 859-869 เมกะเฮิรตซ์ มาไว้ใช้สำหรับการใช้คลื่นความถี่เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ผ่านการสื่อสารด้วยเสียง หรือข้อมูล (ดาต้า) ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถ รับ หรือ ส่ง ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์วิดีโอ หรือไฟล์เอกสารข้อมูลได้เช่นเดียวกับบริการ 3จี หรือ 4จี ที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน
“เพื่อให้การใช้งานคลื่นความถี่เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง ทาง กสทช. จำเป็นต้องร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้งานคลื่นความถี่ เพื่อสนับสนุนกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ เพื่อระบุข้อกำหนดของผู้ที่ใช้งานคลื่นความถี่ในส่วนดังกล่าวอย่างถูกต้องชัดเจน” พล.อ.ต.ธนพันธุ์กล่าว
พล.อ.ต.ธนพันธุ์กล่าวว่า สำหรับหน่วยงานที่อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องเป็นหน่วยงานที่ กสทช. กำหนดเท่านั้น โดยมีทั้งสิ้น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มที่มีภารกิจโดยตรง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมการปกครอง, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (รวมถึงสถานีดับเพลิงในพื้นที่) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2.กลุ่มที่มีภารกิจบรรเทาสาธารณภัย ในลักษณะเครือข่ายร่วม ได้แก่ มูลนิธิหรือสมาคมที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินการด้านสาธารณกุศลหรือสาธารณภัย และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (รวมถึงโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่เป็นเครือข่าย), หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และกรมกิจการพลเรือน กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ 3.กลุ่มที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครเฉพาะกรณีเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ ได้แก่ นักวิทยุสมัครเล่น และองค์การบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ และ 4.กลุ่มที่มีภารกิจสนับสนุนรวมทั้งแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ซึ่งต้องปฏิบัติตามที่ กสทช. กำหนด ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายของตนเอง, ผู้ได้รับใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์, สถานวิทยุ เอเอ็ม-เอฟเอ็ม และเครือข่ายวิทยุสื่อสารสำหรับสื่อมวลชน
“กสทช. จะมีการตรวจสอบว่าหน่วยงานในส่วนต่างๆ ที่ได้รับอนุญาต ว่ามีการลักลอบไปใช้งานผิดประเภทหรือใช้งานเชิงพาณิชย์หรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิด ทาง กสทช. จะขอให้หน่วยงานดังกล่าวเข้าประมูลคลื่นความถี่เพื่อนำคลื่นความถี่ไปประกอบกิจการอย่างเป็นทางการ” พล.อ.ต.ธนพันธุ์กล่าว
พล.อ.ต.ธนธันู์กล่าวว่า ทาง กสทช.จะมีการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งหลังจากนั้นจะมีการปรับแก้ในประเด็นต่างๆ ซึ่งหากมีประเด็นที่ต้องปรับแก้ไม่มาก คาดจะสรุปร่างประกาศฯ และนำเสนอต่อบอร์ด กสทช. พิจารณาอนุมัติ และจะสามาถประกาศใช้งานได้ในเดือน พฤศจิกายน 2559

