นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูงสุด 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนรัชชประภา โดยเฉพาะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลเข้า 50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่สามารถรับน้ำได้อีก 122 ล้าน ลบ.ม โดยคาดว่าจะสามารถเก็บกักน้ำได้เต็มอ่างฯ ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้. โดยวางแผนบริหารจัดการน้ำบริเวณท้ายเขื่อนป่าสักฯ ด้วยการใช้เขื่อนพระรามหกเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ โดยบริเวณเหนือเขื่อนพระรามหก จะแบ่งรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ ในปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที และควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนพระรามหกในเกณฑ์ไม่เกิน 600 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ปัจจุบัน (5 ต.ค. 59) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 530 ลบ.ม.ต่อวินาที
นายสมเกียรติกล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน-5 ตุลาคม 2559 ทั้งหมด 25 จังหวัด แบ่งเป็น ความเสียหายด้านพืชจำนวน 569,389 ไร่ ประมงจำนวน 2,854 ไร่ และด้านปศุสัตว์จำนวน 392,807 ตัว โดยถ้าพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างสิ้นเชิงจะมีการช่วยเหลือตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.ฯ) อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ มีการตั้งเครื่องสูบน้ำทั้งหมด 64 เครื่อง อพยพสัตว์ใน 6 จังหวัดแล้ว จำนวน 27,659 ตัว
“ในช่วงปลายสัปดาห์จะยังคงมีฝนอยู่ตามกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ โดยจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบคือ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดชัยนาท และลุ่มน้ำที่ยังไม่มีอาคารควบคุม เช่น ลุ่มน้ำสะแกกรัง เป็นต้น” นายสมเกียรติกล่าว

