ด้วยการมาถึงของเทคโนโลยีซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตของเราทุกคนขึ้นอย่างมาก ช่วยย่อโลกที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ให้เชื่อมต่อถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการรับเทคโนโลยีเข้าสู่ชีวิตนั้นเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เช่นเดียวกับเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจทั่วโลกที่ไม่อาจปฏิเสธความจำเป็นของเทคโนโลยีได้อีกต่อไป เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น จนอาจเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างที่ไม่มีบริษัทใดตามทัน ในยุคที่เทคโนโลยีมีแนวโน้มแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาร์ทโฮม ระบบช่วยควบคุมรถยนต์ นาฬิกานับแคลอรี แอพพลิเคชั่นเพื่อการขนส่ง ระบบประชุมทางไกล ไปจนถึงระบบพบแพทย์ และผ่าตัดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสมือนประตูแห่งโอกาสที่เปิดกว้างรอธุรกิจจำนวนมากให้เข้าไปร่วมแข่งขัน กินส่วนแบ่งการตลาด และรับกำไรที่สร้างได้ในฐานะของรางวัล
สำหรับในประเทศไทย ก็มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลักๆ มี 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มย่อย คือผู้ให้บริการด้านโครงข่ายและเครือข่าย ผู้ออกแบบและติดตั้งระบบต่างๆ และผู้ให้บริการดาวเทียม เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
และล่าสุด บอสหนุ่มไฟแรง สยาม เตียวตรานนท์ หรือ “เอิร์ธ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเคซี หุ้นไอพีโอน้องใหม่ ดำเนินธุรกิจให้บริการออกแบบ วางระบบ และบริการที่เกี่ยวข้องในงานวิศวกรรมสายงานระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารข้อมูล และระบบความปลอดภัยสาธารณะ และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ให้บริการธุรกิจโทรคมนาคม และเครือข่ายสารสนเทศชั้นนำระดับโลก ที่กำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตั้งเป้าว่าจะเข้าเทรดช่วงต้นปี 2565
สำหรับ “เอิร์ธ” ทายาท รศ.นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งความงามพีเอไอ หมอศัลยกรรมระดับปรมาจารย์ อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ได้รับยกย่องให้เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งมือหนึ่งของเอเชีย ไม่ถือว่าเป็นลูกไม้ห่างต้น เพราะเรียนจบด้านวิศวกรรม สมใจคุณพ่อ นพ.ปรีชาที่ตั้งใจให้เอิร์ธร่ำเรียนด้านนี้ ดังนั้น “ทีเคซี” จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการจับพลัดจับผลู แต่เป็นการนำความรู้และประสบการณ์ จากการร่ำเรียนและทำงานในต่างประเทศ กลับมาพัฒนาบ้านเกิด เป็นบริษัทที่ชำนาญด้านการวางระบบเครือข่ายสื่อสารและเทคโนโลยี ดำเนินธุรกิจให้บริการรับเหมาออกแบบ วางระบบ จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้งทดสอบ และบำรุงรักษาระบบงานวิศวกรรมในสายงานระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารข้อมูล และ ระบบความปลอดภัยสาธารณะ โดยบริษัทเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเจ้าของผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม และเครือข่ายสารสนเทศชั้นนำระดับโลก เช่น Huawei, Nokia, Cisco, Verint, Oracle, Netka System, XOVIS, Fortinet เป็นต้น ให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ลักษณะการให้บริการแบ่งเป็น 3 กลุ่มงาน ได้แก่ 1.โครงการรับเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Project หรืองานโครงการ) ให้บริการรับเหมาออกแบบ วางระบบ จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง ทดสอบ และบำรุงรักษางานวิศวกรรมในสายงานระบบโทรคมนาคม, ระบบสื่อสารข้อมูล และระบบความปลอดภัยสาธารณะ สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยบริษัทถือหุ้นในบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ บริษัท ไอบีเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท พาราไดม์ เทคโนโลยี เซอร์วิส จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจที่เสริมธุรกิจของบริษัท
2.งานบริการวิศวกรรมและงานบำรุงรักษา ให้บริการงานวิศวกรรมและบริการดูแลบำรุงรักษาระบบของงานโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ประจำ ให้กับบริษัท ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประจำอยู่ที่ 20-25% และ 3.งานจัดจำหน่ายอุปกรณ์ โดยจัดจำหน่ายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารข้อมูล และระบบความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ โดยรวมประมาณ 3,000 ล้านบาททยอยรับรู้รายได้ 5 ปี
เอิร์ธกล่าวถึงผลดำเนินงานงวดล่าสุด 9 เดือนแรกปี 2564 มาจากงานโครงการมากกว่า 64% รายได้จากงานบริการและบำรุงรักษากว่า 35% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากงานจัดจำหน่าย และสัดส่วนลูกค้าเป็นลูกค้าเอกชน 35-40% และลูกค้าภาครัฐ 60-65% ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ที่จะเสนอขายไอพีโอ จำนวน 78 ล้านหุ้น คิดเป็น 26% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจในโครงการเกี่ยวข้องกับระบบโทรคมนาคม ระบบโครงข่ายสื่อสัญญาณ ระบบศูนย์ข้อมูลหลักและศูนย์ข้อมูลสำรอง ระบบคลาวด์ ระบบสมาร์ทโซลูชั่น ระบบวิทยุสื่อสารดิจิทัลและระบบตรวจสอบเฝ้าระวังและการบริหารความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (ไซเบอร์ซีเคียวริตี้) รวมถึงงานบริการและบำรุงรักษาต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง
“ปัจจัยที่ส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของ ‘ทีเคซี’ คือจุดแข็งและกลยุทธ์เรื่องความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานกว่า 18 ปีที่บริษัทมุ่งมั่นพัฒนา ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์การทำงานด้านรับเหมาการสื่อสารและโทรคมนาคม ทำให้เข้าใจอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี อีกทั้ง การเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอนาคต มีระบบการควบคุมบริหารจัดการแต่ละส่วนงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เอิร์ธกล่าว และย้ำว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการสนับสนุนและพัฒนาเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยี 5G ตามความต้องการใช้งานทางด้านอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบคลาวด์และโซลูชั่นอัจฉริยะต่างๆ เป็นต้น เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในอนาคต จากปัจจันย้อนหลังไป 3 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2563 บริษัทมีรายได้รวม 3,669.65 ล้านบาท 4,907.25 ล้านบาท และ 2,881.92 ล้านบาท ตามลำดับ มีกำไรสุทธิ 216.50 ล้านบาท 423.03 ล้านบาท และ 232.85 ล้านบาท ตามลำดับ และงวด 9 เดือน ปี 2564 มีรายได้รวม 1,832.85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20.04% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ 191.07 ล้านบาท
“การเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจโทรคมนาคม โดยได้รับอานิสงส์จากการสนับสนุนของภาครัฐตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้มีการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และการก่อสร้างระบบเครือข่ายและอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ตามการเติบโตของความต้องการใช้ข้อมูล Non-Voice ที่ขยายตัวจากการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ และรายได้จากธุรกิจ Fixed Broadband ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การบริการที่ประยุกต์ใช้ 5G มีแนวโน้มขยายมากขึ้น เช่น บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไร้คนขับ และสมาร์ทโซลูชั่นต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ การใช้ธุรกรรมออนไลน์ การเก็บข้อมูลและประมวลผลโดยใช้คลาวด์การใช้งานอุปกรณ์ไอโอทีที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีความต้องการด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้มากขึ้นเพื่อป้องกันข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ จึงมองว่า ทีเคซีมีความพร้อมในการรับโอกาสในครั้งนี้ เป็นอีกหุ้นคุณภาพที่มีแผนการเติบโตในระยะยาวได้อย่างโดดเด่น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนที่กำลังมองหาบริษัทซึ่งมีเส้นทางและปัจจัยส่งเสริมการเติบโตที่มั่นคง” เอิร์ธกล่าวทิ้งท้าย

