นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงกรณีทีโอที ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าและสายโทรคมนาคมในกรุงเทพฯลงดิน ภายใน 5 ปี ระยะทาง 12.73 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 48,717 ล้านบาท ล่าสุดทีโอทีมีแผนจะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสาย โดยจ้างบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เป็นที่ปรึกษาเตรียมการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว คาดว่าภายในไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2560 จะสามารถจัดตั้งกองทุนฯและเปิดขายหน่วยลงทุนได้
นายมนต์ชัยกล่าวว่า รูปแบบการจัดตั้งกองทุนนี้จะเหมือนกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า คาดภายหลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้นทีโอทีจะมีรายได้จากการให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมพาดสายผ่านท่อใต้ดินอย่ายน้อยราวปีละ 500 ล้านบาท ส่วนแผนงานการวางโครงข่ายท่อร้อยสาย ทีโอทีอยู่ระหว่างเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อทำโครงการนำสายไฟฟ้าและโทรคมนาคมลงดินในเขตภูมิภาคด้วย จึงคาดว่าทีโอทีจะมีโอกาสเติบโตทางรายได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก
กรณีที่ประชาชนอาจเป็นกังวลว่าการดึงสายโทรคมนาคมลงดิน เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมหรือน้ำขังรอการระบายในช่วงฝนตกหนัก จะส่งผลต่อสายโทรคมนาคมมีปัญหาหรือไม่ นายมนต์ชัย กล่าวว่า ทีโอทีได้แนะนำทางผู้ประกอบการแล้วว่าการพาดสายโทรคมนาคมลงดิน หากเป็นสายเคเบิ้ลที่มีอายุมากกว่า 10 ปี เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมหรือน้ำขังหลายชั่วโมงตัวสายจะเกิดความเสียหายแน่นอน แต่หากเป็นสายรุ่นใหม่ที่มีอายุยังไม่ถึง 10 ปี สายดังกล่าวเหล่านี้ในชั้นใต้เปลือกของสายเคเบิ้ลจะมีเยลลี่ห่อหุ้มอีกชั้นก่อนถึงทองแดง ทำให้สามารถทนทานต่อสภาวะน้ำท่วมขังได้
นายกำธร ไวทยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสายต้องมีการระดมทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้จะต้องมีรายได้ปีละ 800-1,000 ล้านบาท ซึ่งทีโอทีจะนำรายได้เข้ากองทุนไม่ใช่การนำทรัพย์สินเข้ากองทุน เพราะทรัพย์สินเป็นของรัฐ โดยทีโอทีจะซื้อเป็นหุ้นกลับมา 33% ทำให้ทีโอทีสามารถมีเงินมาลงทุนสร้างท่อร้อยสายเพื่อให้เช่าได้ โดยไม่ต้องใช้งบลงทุนของทีโอทีเอง

