หน้าแรก เศรษฐกิจ สกู๊ปหน้า 1: ...

สกู๊ปหน้า 1: ส่อง ‘ธุรกิจปีเสือ’ 10 ดาวรุ่ง-ดาวร่วง

3.01.22 | 07:26 น.

สกู๊ปหน้า 1: ส่อง ‘ธุรกิจปีเสือ’ 10 ดาวรุ่ง-ดาวร่วง

เริ่มต้นปี 2565 มีคำถามว่า วันนี้จะลงทุนทำธุรกิจหรือเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมใดดี ที่สอดรับกับวิถีใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หลังจากทั่วโลกเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 มานานเข้าปีที่ 3จึงขอนำข้อมูลเชิงวิเคราะห์ทางวิชาการและภาคเอกชน เพื่อเป็นไกด์ไลน์ก่อนตัดสินใจลงทุน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมิน 10 ธุรกิจดาวรุ่ง แล้วจัดอันดับยกให้ 1.ธุรกิจการแพทย์และความงาม และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 2.ธุรกิจแพลตฟอร์ม (ตัวกลางด้านอิเล็กทรอนิกส์) 3.ธุรกิจโลจิสติกส์/เดลิเวอรี่/คลังสินค้า ธุรกิจด้านฟินเทค 4.ธุรกิจประกันภัย/ประกันชีวิต ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา/ขายส่งสินค้าเภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ 5.ธุรกิจอาหารเสริมและสุขภาพ ธุรกิจขายตรง

6.ธุรกิจแปรรูปยางกับธุรกิจอาหารสำเร็จรูป 7.ธุรกิจจัดทำคอนเทนต์ ธุรกิจ youtuber และการรีวิวสินค้า 8.ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ 9.ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และ 10.ธุรกิจบันเทิง ยานยนต์ ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ธุรกิจท่องเที่ยว

ศูนย์พยากรณ์ชี้ว่า ธุรกิจดาวรุ่งใหม่ที่เพิ่งมาติด 1 ใน 10 ของปี 2565 คือธุรกิจขายตรง ธุรกิจแปรรูปยาง เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง เป็นต้น ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ เช่น อาหารสัตว์ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ธุรกิจบันเทิง/ยานยนต์/อสังหาริมทรัพย์แนวราบ และบริการท่องเที่ยว

ขณะที่ 10 ธุรกิจดาวร่วงปี 2565 ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อันดับแรก คงเป็นธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐานและเครื่องโทรสาร ตามด้วยธุรกิจฟอกย้อม ธุรกิจหัตถกรรมที่ไม่มีการออกแบบและราคาถูกธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์/วารสาร ธุรกิจรับส่งสื่อสิ่งพิมพ์ตามบ้าน/สถานที่ทำงาน ธุรกิจโรงพิมพ์การพิมพ์ เช่น หนังสือ แผ่นพับธุรกิจคนกลาง ธุรกิจผลิต/ขายต้นไม้ดอกไม้ประดิษฐ์ ธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ไร้ฝีมือ/เสื้อผ้าโหล ธุรกิจเครื่องปั้นดินเผา/เซรามิก ธุรกิจร้านถ่ายรูป ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ ธุรกิจของเล่นเด็ก และธุรกิจคอลเซ็นเตอร์

Advertisement

‘ธนวรรธน์ พลวิชัย’ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ธุรกิจรุ่ง หรือร่วง วิเคราะห์บนแนวโน้มยอดขาย การทำกำไร ภาระต้นทุน สินค้าหรือบริการอยู่ในกระแสความนิยม และปัจจัยเสี่ยง ซึ่งมีตั้งแต่ความไม่แน่นอน การหมดไปของไวรัสโควิด-19 หนี้ครัวเรือนพุ่งสวนทางกับรายได้ฝืดเคือง ขณะที่ราคาหรือบริการอั้นไม่ไหว ทยอยปรับขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเกินอัตราเพิ่มของแรงงานรายวัน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ภาคผลิตและเผยแพร่ 10 อุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ คาดกำลังซื้อดีขึ้นหลังความกังวลติดโควิดคลี่คลายลง เฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่ถูกวางสัดส่วน 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2573 เป็นตัวเร่งผู้ผลิตปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยี

2.อุตสาหกรรมอาหาร โตตามอุปสงค์ฟื้นตัวจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเป็นปกติ โดยอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืช ผลิตเป็นอาหารเชิงสุขภาพ มาแรงสุด 3.อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม ซึ่งไทยอยู่ในโกลบอล ซัพพลายเชน ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญจากผู้ผลิต 600 บริษัท และ 30% เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ร่วมทุนกับผู้ผลิตระดับโลก คาดตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกโตกว่า 10% ต่อปี ปัจจัยเชิงบวกจากต้องทำงาน หรือเรียนที่บ้านมากขึ้น

4.อุตสาหกรรมดิจิทัล จะมีมูลค่าถึง8 แสนล้านบาท จึงเป็นตัวเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เร่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเทคโนโลยี 5G, อินเตอร์เน็ตออฟธิง (IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเทคโนโลยีบล็อกเชน ในแง่ของซอฟต์แวร์ปรับใช้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง มากขึ้น

5.อุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ ไม่แค่เป็นที่ต้องการสูงจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 กระตุ้นความต้องการเพิ่มรวดเร็ว แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน และสังคมสูงวัย

6.อุตสาหกรรมยา ความต้องการมากตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นหลังจากโควิด-19คลี่คลายลง แต่ระดับความเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 7.อุตสาหกรรมสมุนไพร โตจากเทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ นิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือก ซึ่งพืชสมุนไพรไทยถูกเหลือใช้เป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม ยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่เหมือนทุกบ้านต้องมี

8.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เกิดจากปัจจัยเร่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ และสังคมสูงวัย จึงเป็นที่ต้องการสูงทั้งตลาดในไทยและต่างชาติ

9.อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง คาดขยายตัว 4% จากพฤติกรรมแต่งหน้าเป็นแฟชั่น ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ พร้อมกับผลิตภัณฑ์ดูแลความงามที่เหมาะสม แต่ละบุคคลมีความต้องการเพิ่มขึ้น อีกทั้งโควิด-19 กระตุ้นเกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกและสัมผัสสะอาด ทำให้ทุกวันนี้เริ่มเห็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางไทยแบบโออีเอ็ม รับผลิตสินค้าให้แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ

และ 10.อุตสาหกรรมเหล็ก คาดจะเติบโตอีก 5% หรือประมาณ 20 ล้านตัน ปัจจัยบวกคือการลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า เพื่อเร่งอัดฉีดการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงภาคเอกชนที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเมื่อสามารถปรับตัวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ของโควิด-19 ประชากรในประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น และคาดว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการจะฟื้นตัวได้ดี และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น

ตามข้อมูล ส.อ.ท.ระบุอีกว่า บางอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาฟื้นตัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ อุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่ยังคงฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า อาทิ ดอกไม้ประดิษฐ์ ของชำร่วย เครื่องประดับ ของที่ระลึก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับช่วงเทศกาลปีใหม่และของใช้ในเทศกาลและงานรื่นเริง เช่น ประทีปโคมไฟ เทียนไขรูปแกะสลัก ตุ๊กตาเซรามิก เป็นต้น

รวมถึงกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สปา ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการ การขนส่งผู้โดยสาร ออฟฟิศให้เช่า ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกำลังซื้อภายในประเทศของผู้บริโภค เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ก่อสร้าง (เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายส่วนบุคคล เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง นาฬิกา เป็นต้น ที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังและปรับเปลี่ยนการจับจ่ายใช้สอยในอนาคตมากขึ้น ประกอบกับยังมีแรงกดดันจากภาระหนี้สินของครัวเรือนด้วย

‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ รองประธาน ส.อ.ท.ระบุว่า ท้ายที่สุด ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรักษาตลาดคู่ค้าไว้ รวมทั้งยังต้องบริหารจัดการซัพพลาย เชน ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน และการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยบีซีจี โมเดล ที่คำนึกถึงความสมดุลและความยั่งยืนในอนาคต

จากทิศทางธุรกิจและอุตสาหกรรมมาแรงในปีเสือนี้ ทางวิชาการประเมินว่า จะเกิดเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท !!