ผูสื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่สตูดิโอ NOW@Siam (นาวแอดสยาม) สยามสแควร์ ซอย7 อดีตคณะกรรมการบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG แถลงข่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เผยแพร่ข่าวฉบับที่ 95/2559 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 เพื่อแจ้งว่ากรรมการ NMG ชุดเดิมทั้งคณะจำนวน 8 ราย เป็นบุคคลที่ขาดความน่าไว้วางใจที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการต่อไป นำทีมแถลงโดยนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น ตามด้วยนายเสริมสิน สมะลาภา นางสาวดวงกมล โชตะนา นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ นายพนา จันทรวิโรจน์ และนายเทพชัย หย่อง
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวนั้นได้มีพนักงานในเครือเนชั่นประมาณ 50 คน ได้นำช่อดอกไม้มายื่นให้กำลังใจกับเหล่าอดีตคณะกรรมการด้วย นอกจากนี้ ทางเนชั่นมีเอกสารแถลงการณ์ออกมาระบุหัวว่า “บอร์ดเนชั่นร้องขอความเป็นธรรม ก.ล.ต. แบล๊กลิสต์ ไม่ชอบธรรม ชี้คำสั่ง ก.ล.ต.ขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง” โดยในเอกสารระบุว่า อดีตกรรมการเนชั่น ร้องขอความเป็นธรรม กรณีสำนักงาน ก.ล.ต.ให้พ้นตำแหน่งเพราะขาดความน่าไว้วางใจ ชี้เป็นคำสั่งไม่มีความชอบธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง ขาดหลักการกำกับดูแลที่ดี และมีมุมมองแตกต่างจากศาลสิ้นเชิง
ในเอกสารฉบับดังกล่าวมีการชี้แจงว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ได้เผยแพร่ข่าวฉบับที่ 95/2559 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 เพื่อแจ้งว่ากรรมการบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) ชุดเดิมทั้งคณะจำนวน 8 ราย เป็นบุคคลที่ขาดความน่าไว้วางใจที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการต่อไป ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้บุคคลทั้ง 8 รายต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกบริษัทที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันในทันทีแล้ว บุคคลทั้ง 8 ยังถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ หรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ทุกบริษัทอีกด้วย จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ กรรมการบริษัท เนชั่น กรุ๊ป ชุดเดิมทั้งคณะจำนวน 8 ราย คือ 1.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 2.นายเสริมสิน สมะลาภา 3.นางสาวดวงกมล โชตะนา 4.นายปกรณ์ ปริมาสพร 5.นายเชวง จริยพิสุทธิ์ 6.นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ 7.นางสาวเขมกร วชิรวราการ และ 8.นายพนา จันทรวิโรจน์นั้น พบว่าในปัจจุบันนายสุทธิชัย นายปกรณ์ และนายเชวง ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของเนชั่นกรุ๊ปแล้ว แต่ยังคงได้รับผลกระทบโดยตรงจากประกาศขาดคุณสมบัติของ ก.ล.ต. โดยกรณีของนายปกรณ์ ต้องออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและประธานกรรมการตรวจสอบของบริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (L&E) และบริษัท พรพรหมแม็ททอล จำกัด (มหาชน) (PPM) ในทันที
ดังนั้น การประกาศขาดคุณสมบัติกรรมการของเนชั่นกรุ๊ปยกชุดของ ก.ล.ต.ครั้งนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวของกรรมการแต่ละคน แต่การที่กรรมการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจำนวน 5 คนต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที คงเหลือกรรมการบริษัทที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่เพียง 2 คน คือ นายวัชรา ตันตริยานนท์ และนางพิจิตรา มหาพล ยังส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของเนชั่นกรุ๊ปโดยตรง ทั้งในเรื่องของเครดิตและสินเชื่อจากธนาคาร การดำเนินธุรกิจปกติที่ต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายต่อเนื่องต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัท นอกจากนี้ กรรมการที่เหลืออยู่เพียง 2 ท่านไม่เพียงพอที่จะจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทให้ครบองค์ประชุมเพื่อกระทำกิจการใดๆ ได้ตามกฎหมายอีกด้วย
เหตุการณ์ที่กรรมการเนชั่นถูก ก.ล.ต. แบล๊กลิสต์ยกชุดครั้งนี้เป็นเรื่องที่บริษัทเนชั่นไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใด ก.ล.ต.ถึงมีมุมมองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการชุดเดิมของเนชั่นกรุ๊ปทั้ง 8 รายว่ามีความบกพร่องร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องถือว่าขาดความน่าไว้วางใจที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริษัทได้ต่อไป
นอกจากนี้ ในคำแถลงของกรรมการเนชั่นกรุ๊ป ได้ตั้งคำถามต่อคำสั่งของ ก.ล.ต. โดยระบุว่า “มุมมองของ ก.ล.ต. แตกต่างจากศาลได้อย่างไร ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกัน” เนื่องจากศาลจังหวัดพระโขนงได้มีคำพิพากษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ในคดีที่ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการชุดเดิมของเนชั่นกรุ๊ปทั้ง 8 ราย ซึ่งศาลตัดสินหลังจากที่ได้ฟังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วว่า กรรมการชุดเดิมทั้ง 8 รายไม่ได้มีส่วนร่วมในการสั่งห้ามผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม และไม่ได้กระทำการอันใดที่ถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ จึงไม่ต้องรับผิดและไม่มีเหตุให้ต้องออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท
ขณะที่ทางด้าน ก.ล.ต.เอง ในช่วงที่ผ่านมาก็ร้องทุกข์กล่าวโทษเฉพาะนายณิทธิมนเพียงคนเดียวเท่านั้น และได้ชี้แจงต่อบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบนจุดยืนที่ ก.ล.ต.เห็นว่ากรรมการชุดเดิมทั้ง 8 รายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้มีกรณีที่ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่กรรมการตามกฎหมาย
“ในแง่ของกระบวนการตรวจสอบและสอบทานของ ก.ล.ต. การแบล๊กลิสต์ครั้งนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่เราชาวเนชั่นไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ ก.ล.ต.ได้หยิบยกกรณีแบล๊กลิสต์ขึ้นพิจารณาใหม่ สืบเนื่องจากการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ โดยได้ประสานงานกับสำนักงานอัยการ หารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และได้วินิจฉัยดำเนินการไปว่าบุคคลดังกล่าวสมควรต้องแบล๊กลิสต์ ทั้งที่ ก.ล.ต.เองก็ยอมรับว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นการดำเนินการกับผู้ที่ ก.ล.ต.มิได้กล่าวโทษโดยตรงด้วย”
คณะกรรมการเนชั่นกรุ๊ปยังแถลงด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่าสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดๆ จากบุคคลที่โดนแบล๊กลิสต์ทั้ง 8 ราย และไม่มีการเรียกให้ไปชี้แจงเพิ่มเติม หรือนำเสนอข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาเลยแม้แต่น้อย การกระทำเช่นนี้เป็นการไม่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ถูกบังคับใช้กฎหมายได้มีโอกาสพิสูจน์หักล้างข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยของ ก.ล.ต. ซึ่งขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการเนชั่นกรุ๊ปขอยกข้อความเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายซึ่งระบุชัดเจนอยู่บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.เองด้วยซ้ำ เพื่อให้ร่วมพิจารณาว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กรรมการเนชั่นกรุ๊ปได้รับความเป็นธรรมแค่ไหนเพียงใด
“การบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายผ่านช่องทางใด สำนักงาน ก.ล.ต.ดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยคำนึงถึงสิทธิของบุคคลที่ถูกกล่าวหาในการที่จะมีโอกาสได้ชี้แจง แสดงพยานหลักฐานต่อสำนักงาน ตลอดจนได้วางกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลภายในองค์กรไว้รัดกุมตามสมควร ได้แก่ การมีคณะกรรมการตรวจสอบและฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่สอบทานรายงานการเงินและข้อมูลทางการเงินของสำนักงานเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจหน้าที่ในการทบทวนและให้ความเห็นต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับระบบการควบคุมภายใน ทบทวนและสอบทานการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กำกับดูแลหน่วยงานตรวจสอบภายใน และปฎิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.ด้วย นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการด้านตรวจสอบและคดี ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงและผู้อำนวยการจากหลายส่วนงานร่วมพิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอเรื่องต่อในระดับสำนักงาน ซึ่งเลขาธิการมิได้อยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว และหากเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาปัญหาทางเทคนิคเฉพาะด้าน สำนักงาน ก.ล.ต.ยังมีการแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาให้ความเห็นในเชิงเทคนิค เช่น ด้านวิชาชีพผู้สอบบัญชี การปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นต้น”
คณะกรรมการเนชั่นจึงได้มอบหมายให้ที่ปรึกษากฎหมายตรวจสอบ และให้ความเห็นว่าการแบล๊กลิสต์ของ ก.ล.ต.ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลจะมีผลอย่างไร รวมถึงสิทธิทางกฎหมายของกรรมการที่โดนแบล๊กลิสต์ทั้ง 8 รายในทางกฎหมายด้วย โดยในเบื้องต้นกรรมการทั้ง 8 รายจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งการขาดคุณสมบัติต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต.ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม

