หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ปศุสัตว์’ ปั...

‘ปศุสัตว์’ ปัดปิดข่าวโรคอหิวาต์หมู เร่งนำเข้าลูกพันธ์ุ ปรับสมดุลดีมานด์-ซัพพลาย

10.01.22 | 17:20 น.

‘ปศุสัตว์’ เปิดโต๊ะเคลียร์ทุกประเด็นหลังลงพื้นที่ตรวจสอบเอเอสเอฟ ยันไม่ปิดข่าว ซุ่มผลิต-ทดลองวัคซีนรักษาอหิวาห์หมู 

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การควบคุมโรคในสุกร ว่า ในส่วนของการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (เอเอสเอฟ) ยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับโรคนี้เป็นอย่างมาก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ยกเรื่องนี้เป็นวารแห่งชาติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ซึ่งกรมได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เกษตรกร และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (โอไออี) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เพื่อร่วมกันดำเนินการป้องกันโรคเอเอสเอฟ ไม่ให้เข้ามาประบาดในประเทศไทย เพราะโรคนี้แม้จะเกิดขึ้นมากว่า 100 ปีแล้ว แต่ยังไม่มียารักษา หรือวัคซีนป้องกันโรคนี้


นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากการเดินทาง เชื้อไวรัส ทำให้มีความเสี่ยงที่จะพบโรคเอเอสเอฟ ซึ่งจากกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่าพบโรคเอเอสเอฟในไทย ทางกรมได้ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ ที่มีการเลี้ยงสุกรอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะที่จังหวัดราชบุรี นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และขอนแก่น รวมถึงลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดภาคเหนือ และภาคใต้บางจังหวัดอีกด้วย เพื่อค้นหาโรคเอเอสเอฟ โดยใช้วิธีเก็บตัวอย่างในเลือดสุกร และโรงฆ่า ปรากฎว่า ผลจากการตรวจสอบ 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง รวมถึงได้ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 5 ตัวอย่าง ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรอผลจากสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาในการรอผลตรวจไม่เกิน 2 วัน หลังจากนั้นกรมจะชี้แจงให้สาธารณชนทราบโดยเร็วที่สุด และเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไป

“ขณะนี้ กรมได้ร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายโดยชี้แจงในเบื้องต้นแล้วว่า หากพบการระบาดของโรคเอเอสเอฟ เราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในไทย สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตรงนี้ทางภาคีเครือข่าย และคณะสัตวแพทย์ทุกแห่ง รวมถึงนายกสัตวแพทย์เพื่อควบคุมฟาร์ม และวิชาชีพสัตวบาล ต่างร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการอย่างเต็มที่อีกด้วย” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อพบความเสี่ยงทางรัฐบาลอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำลายสุกรทิ้งได้เลย โดยมีค่าชดเชยให้กับรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ลี้ยงสุกรรายย่อย ประมาณ 1,142 ล้านบาท ทั้งนี้ เตรียมเสนอของบประมาณเพิ่มเติม ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อมาช่วยเหลือในส่วนนี้เพิ่มอีก 500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การที่กรมมีห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั้งภาครับและเอกชน จะช่วยให้การตรวจโรคในสุกร หรือโรคอะไรก็ตาม หากพบโรคก็จะประสานมาที่กรม เพื่อให้ดำเนินการตรวจโรคอย่างถูกต้องและแม่นยำต่อไป

Advertisement

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องของการทำงาน จุดมุ่งหมายของรัฐบาล คือเพื่อให้ผู้เลี้ยงสุกร 200,000 รายทั่วประเทศ สามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการมาช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว อาทิ การยกระดับการเลี้ยงสุกร การลดค่าอาหารสัตว์ การจัดทำปศุสัตว์แซนด์บ็อกซ์ เพื่อควบคุมโรคเฉพาะพื้นที่ และการจัดหาสินเชื่อให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เป็นต้น ส่วนการช่วยเหลือผู้บริโภค นั้น รัฐบาลได้สั่งการให้กรมเร่งแก้ไขปัหานี้อย่างเร่งด่วน โดยให้ดำเนินการทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งได้มีการประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญกรมหารือร่วมกัน และได้ออกมาตรการเร่งด่วนออกมา คือ การหยุดส่งออกสุกรมีชีวิตชั่วคราว และให้ตรวจสต็อกสุกรตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าการทำงานร่วมกันนี้ จะทำให้สถานภาพของการควบคุมโรคฯ และการนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ เพื่อปรับสมดุลเรื่องดีมานด์ และซัพพลายเป็นไปได้ดีและรวดเร็วที่สุด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า หากพบฟาร์มที่มีโรคระบาด กรมจะดำเนินการสอบสวนโรค และประกาศเป็นเขตโรคระบาด ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ หรือสัตวแพทย์ประจำอำเภอ จะดำเนินการกำหนดเขตควบคุมโรค หรือทำรายสัตว์ในรัศมี โดยในส่วนที่รัฐบาลจะมีเงินชดเชยให้ ส่วนเรื่องการเคลื่อนย้าย จะมีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดเป็นปกติอยู่แล้ว และจะมีการประชุมกับสมาคมผู้เลี้งสุกรแห่งชาติ เพื่อเช็คยอดการผลิต และการเคลื่อนย้าย ว่าในพื้นที่ไหนขาดแคลนสุกร หรือมีสุกรมากเกินไป และที่สำคัญจะมีการพัฒนาวัคซีนรักษาโรคเอเอสเอฟ ซึ่งเป็นแสงสว่างปลายอุโมง โดยในปัจจุบันสถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งในช่วงแรกจะจัดทำเป็นสารตัวอย่าง (โปรโตไทป์) ก่อน และจะมีการทดลองวัคซีนที่สำนักเทคโนโลยีชีวพันธุ์สัตว์ ที่ปากช่อง จ.นครราชสีมา หากสามารถผลิตวัคซีนป้องกันเอเอสเอฟได้สำเร็จ ก็จะเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศชาติมาก เพราะยังไม่มีประเทศใดในโลกมีวัคซีนรักษาโรคนี้

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรมปิดข่าวไม่ยอมชี้แจงเรื่องการแพร่ระบาดของเอเอสเอฟ นั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมา กรมมีการดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอดทุกภาคส่วน และส่วนใหญ่ที่ตรวจเจอโรคล้วนแต่มากับผู้โดยสารต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคมาจากทุกทิศทาง จึงไม่อยากให้ประชาชนและเกษตรกรตื่นตระหนก เนื่องจากโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน แต่หากตรวจพบก็จะเร่งดำเนินการควบคุมโรคทันที