หน้าแรก เศรษฐกิจ “อาคม” ยันการ...

“อาคม” ยันการเก็บภาษีขายหุ้น-ภาษีคริปโทฯ เป็นไปตามกฎหมาย ถึงเวลาขยายฐานภาษี

12.01.22 | 19:20 น.

“อาคม” ยันการเก็บภาษีขายหุ้น-ภาษีคริปโทฯ เป็นไปตามกฎหมาย  เผย “สรรพากร”  เร่งหาข้อสรุปแนวทางจัดเก็บ “สันติ” ชี้ จัดเก็บภาษีขายหุ้น-คริปโท เพื่อความเท่าเทียม คนรวยมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี ไม่ได้รีดภาษีอุดรายได้รัฐ ยันรัฐบาลมีเงิน

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีมีผู้คัดค้านในเรื่องภาษีการขายหุ้นและภาษีทรัพย์สินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซีนั้น  ในส่วนของเรื่องภาษีคริปโท กรมสรรพากร กำลังหารือกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย  ซึ่งการเก็บภาษีคริปโท ในปัจจุบันมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว และเมื่อปีที่ 2564 ก็มีคนที่ยื่นเสียภาษีตัวนี้ แต่ในปี 2565 จะกำหนดในรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อให้การยื่นแบบง่ายขึ้น

ปัจจุบันประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร ให้อำนาจแก่กรมสรรพากร จัดเก็บภาษีรายได้ที่เกิดจากการขายคริปโท โดยมีกฎหมายตั้งแต่ปี 2561  ส่วนภาษีจากการขายหุ้น อยู่ในกฎหมายของกรมสรรพากร แต่ได้ออกกฎหมายยกเว้นให้มา 30 ปี ในหลักการของการจัดเก็บภาษีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องการสร้างความเป็นธรรม โดยคนที่ใช้ทรัพยากร หรือคนที่มีรายได้ ก็ควรมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ แต่ที่มีการออกข้อกำหนดให้ยกเว้นภาษีบางเรื่อง ก็เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลดต้นทุนในภาคส่วนนั้นๆเป็นการชั่วคราว อย่างในกรณีการซื้อขายหุ้นที่ได้รับการยกเว้นมา 30 ปี อย่างไรก็ตามในปัจจุบันรายได้ของนายหน้าซื้อขาย (โบรกเกอร์)  ก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้วด้วย ซึ่งยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีจากการขายคริปโท และภาษีจากการขายหุ้น นั้นเป็นไปเพื่อขยายฐานภาษี และนำเม็ดเงินมาพัฒนาประเทศ

“เราไม่ได้ขยายฐานภาษีมานาน  ซึ่งที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวมากกว่าในอดีต แต่รายได้จากภาษี ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ  หรือ จีดีพี ไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีข้อยกเว้นทางภาษีเป็นจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนในบางภาคส่วน แต่เมื่อการสนับสนุนมาระยะหนึ่งและถึงเวลาที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง  การยกเว้นก็ควรลดลง” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่า สำหรับการเก็บภาษีคริปโทนั้น  ไม่ได้ต้องการควบคุมการขยายตัวของคริปโท แต่เนื่องจากภาษีตัวนี้ถูกกำหนดไว้ในกหฎมหายในปัจจุบันอยู่แล้ว ส่วนการเก็บภาษีจากการขายหุ้นก็เช่นกัน มีการกำหนดไว้ในกฎหมายเพียงแต่ยกเว้นให้เท่านั้น ในเรื่องการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นนั้น ในต่างประเทศมีการเก็บจากกำไรจากการลงทุน (Capital gain) หรือ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่นเดียวกับภาษีคริป โท ที่มีการเก็บภาษีจาก capital gain หรือจากรายการธุรกรรม (Transaction)  ซึ่งเรากำลังพิจารณาในเรื่องแนวทางการจัดเก็บภาษีทั้งสองตัวนี้ว่าจะเลือกแนวทางใด

Advertisement

ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนในเรื่องภาษีคริปโท ที่ต้องการให้ให้นำผลขาดทุนมาหักออกจากผลกำไร ( off set) ได้ด้วยนั้น กำลังพิจารณาในเรื่องแนวทางการจัดเก็บ  ซึ่งแนวทางการนำขาดทุนมาหักกลบก็อยู่ในหนึ่งของแนวทางที่กำลังพิจารณาอยู่ด้วย ส่วนที่มีข่าวว่า อาจจะมีการยกเว้นภาษีคริปโท กรณีรายได้ต่อปีไม่ถึง 2 แสนบาทนั้น นายอาคมได้ปฏิเสธที่จะตอบในเรื่องนี้ เพียงแต่ระบุว่า เป็นเรื่องที่กรมสรรพากร กำลังพิจารณาในรายละเอียด

นายอาคม กล่าวว่าส่วนภาษีจากการขายหุ้นนั้น ก็มีแนวทางว่าจะเก็บจากการขายต่อครั้ง หรือจะเก็บจาก Capital gain  ซึ่งถ้าจัดเก็บจาก Capital gain จะกระทบนักลงทุนรายใหญ่เพราะมีการซื้อขายสูง ซึ่งยังไม่ได้สรุปว่าจะใช้แนวทางใด  แต่ประเทศส่วนใหญ่ เลือกเก็บวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่การจัดเก็บจาก capital gain จะมีความยุ่งยากในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล  ที่ต้องมีความรวดเร็ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เก็บจาก capital gain ซึ่งระบบสามารถ เรียกใช้ข้อมูลการซื้อขายแบบทุกนาทีได้

 

ด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า  การจัดเก็บภาษีขายหุ้น และภาษีคริปโทเคอร์เรนซีเป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้จากขายหุ้นและคริปโป ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อมีการเสียภาษีถูกต้อง ก็จะไม่มีการตรวจสอบ แต่ถ้าไม่เสียภาษี หรือเลี่ยงภาษี ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย  ส่วนสรรพากร ถ้าไม่จัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด ก็อาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

“การจัดเก็บภาษี รัฐบาลไม่ได้จัดเก็บฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการจัดเก็บจากผู้ที่มีรายได้  มีการทำธุรกิจ มีภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษี หัก ณ ที่จ่าย เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม ทั่วถึง  ที่ผ่านมาไม่มีการจัดเก็บภาษีขายหุ้น เพราะต้องการสนับสนุนตลาดหุ้นให้แข็งแกร่ง และขณะนี้ผ่านมา 30 ปีแล้ว ถือว่า แข็งแกร่งแล้ว ก็ต้องเก็บภาษี มิเช่นนั้น อาจถูกตั้งประเด็นอีกว่า ไม่เก็บภาษีคนรวย ดังนั้นก็ต้องเก็บภาษี แต่จะเก็บแบบไหน อัตราเท่าใด รอผลการศึกษากรมสรรพากร เพื่อความชัดเจน”

นายสันติ กล่าวอีกว่า สกุลเงินคริปโทนั้น ไม่เหมือนกับสกุลเงินดอลลาร์ สกุลเงินเยน หรือ สกุลเงินบาท ที่มีรัฐบาลหรือหน่วยงานเข้าไปคอยกำกับดูแล เข้าไปค้ำประกัน หรือเกิดความเสียหาย แต่คริปโทเป็นเงินขององค์กร ซึ่งการที่กรมสรรพากรเข้ามาจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย เหมือนการเข้าไปดูการซื้อขาย หรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

“ไม่ได้เกี่ยวว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ยืนยันรัฐบาลยังมีเงิน แต่การจัดเก็บภาษี เป็นการทำเพื่อความเป็นธรรม ไม่เช่นนั้น ซึ่งภาคการเงิน ถือเป็นภาคของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกระดับหนึ่ง ไม่งั้นคนรวยก็รวย ถึงเวลาอาจหายไปไหนก็ได้ แล้วกลายมาเป็นรัฐบาลต้องเข้าไปเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ” นายสันติ กล่าว