เกียรตินาคินภัทร มองโอมิครอนจบเร็ว คาดครึ่งปีหลัง มีนทท.เข้าไทย 5.8 ล้านคน

เกียรตินาคินภัทร มองโอมิครอนจบได้เร็ว คาดนนท.เข้าไทย 5.8 ล้านคน

เมื่อวันที่ 24 มกราคม ฝ่ายวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) เปิดเผยรายงาน “จับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย 2022 : Omicron กระทบเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน?” ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ในภาพรวม ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะเติบโตได้ที่ระดับ 3.9% ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการหดตัวในปี 2563 ที่ 6.1% และปี 2564 ที่คาดว่า จะฟื้นตัวกลับมาเพียง 0.9% โดยมีการบริโภคและการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิดไปตลอดทั้งปี และยังต้องจับตาความเสี่ยงหากสถานการณ์ระบาดยืดเยื้อหรือมีการระบาดรอบใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี

ผลกระทบจากการระบาดของ โอมิครอน แม้ว่า จะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักจากความระมัดระวังของผู้บริโภค และข้อจำกัดจากภาครัฐที่อาจจะมีมากขึ้น แต่จะไม่นำไปสู่การปิดเมืองแบบรุนแรงเ หมือนการระบาดในรอบก่อน โดยหากการบริโภคและการลงทุนลดลงพร้อมกัน 1%-2% ในระยะเวลา 1 เดือน (เทียบกับรอบก่อนที่ 2% – 5%) จะกระทบตัวเลขจีดีพีทั้งปีประมาณ 0.06% – 0.12% เท่านั้นซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ การระบาดที่มีแนวโน้มจะสามารถจบลงได้เร็ว เช่นเดียวกับในประเทศแอฟริกาใต้ อาจจะทำให้การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวชะลอออกไป แต่น่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ และไม่กระทบต่อตัวเลขประมาณการทั้งปีไม่มากนัก โดยคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้ จะกลับเข้ามาได้ประมาณ 5.8 ล้านคนในช่วงครึ่งหลังของปี

รายงานระบุต่อว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตาของโอมิครอน อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขได้ในระยะสั้น และนโยบายภาครัฐในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขจะส่งผลสำคัญต่อผลกระทบของการระบาด เช่น หากมีนโยบายให้คนติดเชื้อที่ความเสี่ยงต่ำต้องรักษาในโรงพยาบาล อาจทำให้ระบบสาธารณสุขถึงขีดจำกัดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นและมีคนสูงอายุที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายที่การระบาดนำไปสู่การปิดเมือง จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ดังต่อไปนี้

1) การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีก และจะส่งผลสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนัก คือ ที่พักและอาหาร การขนส่ง และ การค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลต่อเนื่องต่อการจ้างงานที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

2) หากนักท่องเที่ยวไม่สามารถกลับมาเลยในปีนี้ คาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้ จะเติบโตได้น้อยกว่า 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าตัวเลขการคาดการณ์ในปัจจุบันอย่างมีนัยยะสำคัญ

3) แรงกดดันต่อค่าเงินบาทในทิศทางอ่อนค่าจะรุนแรงขึ้นมาก จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังขาดดุลประกอบกับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon