‘อนุสรณ์’ ชี้สัมพันธ์ ‘ไทย-ซาอุ’ ส่งผลบวกภาคส่งออก-ลงทุน 4 แสนล้าน คาดความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียทำทองคำปรับเพิ่ม 10-20%

30.01.22 | 12:23 น.
แฟ้มภาพ

อนุสรณ์ ธรรมใจ เผยราคาน้ำมันอาจแตะ 100 ดอลลาร์ และราคาทองคำอาจปรับเพิ่ม 10-20% จากความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ขณะที่สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศ 3.5-4 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 มกราคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันอาจแตะ 100 ดอลลาร์ในไตรมาสแรกปีนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียอาจลุกลามเป็นสงครามและตามด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตก ปัจจัยดังกล่าวจะดึงให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น หากรัสเซียตอบโต้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกด้วยการปิดท่อส่งก๊าซทั้งหมดที่เข้าไปในยุโรปซึ่งคิดเป็นปริมาณการใช้ 1 ใน 3 จะส่งผลให้ราคาก๊าซและพลังงานในยุโรปพุ่งสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ในอดีตรัสเซียยังไม่เคยปฏิบัติการปิดท่อส่งก๊าซส่งออกทั้งหมดเนื่องจากจะกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียอย่างรุนแรงด้วย ในช่วงความขัดแย้งสูงสุดในยุคสงครามเย็นหรือช่วงวิกฤตการณ์คาบสมุทรไครเมียเมื่อปี พ.ศ.2557 ก็มีการปิดท่อบางส่วนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประเมินในแง่ดีว่าจะไม่เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นจะสร้างความซับซ้อนต่อราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างยิ่ง และน่าจะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมีการตอบโต้กันด้วยการปิดท่อส่งก๊าซทั้งหมด

รวมทั้งหากมีการปิดกั้นไม่ให้รัสเซียใช้ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ Swift (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยที่มีธุรกรรมทางการเงินกับรัสเซียได้ ทั้งระบบการชำระเงิน ระบบแลกเปลี่ยนเงินตรา ขณะเดียวกัน ราคาทองคำอาจปรับเพิ่มอีกอย่างน้อย 10-20% จากระดับปัจจุบันในปีนี้ นักลงทุนมีแนวโน้มโยกเงินมาถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงอย่างทองคำ และพันธบัตรมากขึ้น เมื่อมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และทยอยลดปริมาณเงินและถอนมาตรการ QE ในตลาดการเงินโลก

รวมทั้งคาดว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากถึง 5 ครั้งในปีนี้มากกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้เดิม โดยตลาดหุ้นไม่น่าจะมีการปรับฐานปรับตัวลงแรงเนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นทั่วโลกสะท้อนการคาดการณ์นี้เข้าไปในราคาแล้ว

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวถึงการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียว่า จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจการส่งออกและการลงทุนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับกลุ่มทุนข้ามชาติสัญชาติไทยโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ภาคการก่อสร้างและภาคบริการ ทางรัฐบาลซาอุฯได้เปิดกว้างให้นักลงทุนไทยสามารถถือหุ้นได้ถึง 100% รวมทั้งมีมาตรการให้สิทธิพิเศษในการเช่าที่ดินระยะยาวด้วย ขณะเดียวกัน สินค้าหลักที่ซาอุฯมีอุปสงค์สูง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหาร คือ ข้าว น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋อง อาหารแปรรูป ซอสปรุงรส เครื่องดื่ม โอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนไทยยังรวมถึงการเปิดร้านอาหารไทย ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกจากไทยโดยเฉพาะแอร์หรือเครื่องทำความเย็นก็มีความต้องการสูงเช่นกัน

Advertisement

คาดว่าการลงทุนในกิจการพลังงานและเหมืองแร่ในไทยโดยกลุ่มทุนธุรกิจซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในระยะต่อไป ที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลา 30 ปี ของการลดระดับความสัมพันธ์กันส่งผลให้ปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างกันอยู่ในระดับต่ำมาก อย่างตัวเลขของปีที่แล้ว (พ.ศ.2564) มีการค้าระหว่างกันมูลค่ารวม 2.3 แสนล้านบาท ไทยนำเข้าสินค้าจากซาอุฯ 1.8 แสนล้าน ไทยส่งออก ประมาณห้าหมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างต่ำ ยังสามารถเติบโตได้อีกมากหากมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีขึ้น คาดปีนี้มูลค่าการค้ากับซาอุฯน่าจะมากกว่า 350,000-400,000 ล้านบาท โดยไทยจะยังขาดดุลการค้ากับซาอุฯจากการที่ต้องนำเข้าน้ำมันและสินค้าพลังงานเพิ่มขึ้น การเติบโตเพิ่มขึ้นปริมาณและมูลค่าของการนำเข้า และการส่งออกจะทำให้สัดส่วนมูลค่าการค้าระหว่างไทยและซาอุฯเทียบกับมูลค่าการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับก่อนวิกฤตความสัมพันธ์ได้ภายในปีนี้ มูลค่าการส่งออกไปซาอุฯ ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.6% ของการส่งออกทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ.2564 เมื่อไทยเปิดประตูการค้ากับซาอุฯได้มากขึ้น จะทำให้สัดส่วนการส่งออกไปซาอุฯเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ได้