หน้าแรก เศรษฐกิจ 3 บิ๊กธุรกิจ ...

3 บิ๊กธุรกิจ มอง‘ศักยภาพใหม่ประเทศไทย’ โมดิฟายเศรษฐกิจรับโลกดิจิทัล!!

1.02.22 | 09:02 น.
3 บิ๊กธุรกิจ มอง‘ศักยภาพใหม่ประเทศไทย’ โมดิฟายเศรษฐกิจรับโลกดิจิทัล!!

เมื่อวันที่ 31 มกราคม หนังสือพิมพ์มติชน จัดงานสัมมนาประจำปีในโอกาสที่ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 45 เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “สู่ศักยภาพใหม่ :Thailand 2022” รูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊ก โดยในช่วงการเสวนาในหัวข้อ “ศักยภาพใหม่ประเทศไทย” มี 3 วิทยากรชั้นนำจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมให้ข้อมูล ประกอบด้วย นายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายศรุต วานิชพันธุ์ Director of Sea Thailand และ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด

⦁ศักยภาพใหม่ของประเทศไทยมีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร

นายบุรณิน : ปี 2565 เป็นสถานการณ์ที่เอื้อมากๆ ที่จะขับเคลื่อนศักยภาพใหม่ของประเทศไทย มองว่าการระบาดของโควิด-19 อยู่กับเรามากว่า 2 ปี ในปีนี้แม้จะมีโอมิครอนแต่น่าจะถึงปลายทางโควิด-19 ต้องใช้โอกาสนี้ปรับตัว ขณะเดียวกันถ้าดูตัวเลขการส่งออกของปี 2564 ยังเติบโตสูงอยู่ที่ 271,173 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัว เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาเราเคยเติบโตแบบก้าวกระโดด และช่วง 10 ปีนี้เริ่มทรงตัว แต่ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่แม้มีปัญหาโควิดและซัพพลายเชน แต่การส่งออกกลับเติบโตขึ้น 17-18%เป็นโอกาสที่ดีจะช่วยกันขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพ อีกขาที่เริ่มเห็นคือการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด มีความชัดเจน และมีส่วนสำคัญที่ต้องปรับตัวด้านเทคโนโลยีใหม่ ดิจิทัล เพื่อหาศักยภาพใหม่ๆ ของประเทศ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเราเติบโตแบบทรงตัว อาจดูเหมือนว่าประเทศไทยสูญเสียศักยภาพ แต่ยืนยันศักยภาพเรายังดีอยู่แต่สิ่งหนึ่งอยากจะบอกคือ ในโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีเบ่งบานการเติบโตไม่ได้พูดถึง 5% 10% แต่พูดถึงกระโดดเป็นเท่า 3 เท่า 5 เท่า 10 เท่า ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยโตปีละ3% 5% อาจจะตามไม่ทันโลก เป็นที่มาประเทศต้องปรับตัว นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ประกอบกับจะต้องเผชิญการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เป็นสิ่งที่จำเป็น จะเห็นการลงทุนใหม่ๆ เกี่ยวกับสังคมคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกเรื่องคือการเข้าสู่สังคมสูงวัย ถ้าไม่ปรับตัวใช้นวัตกรรมจะมีปัญหา ต้องเฟ้นศักยภาพ สร้างคนรุ่นใหม่ ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพด้านการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันนโยบายบีซีจีของรัฐบาล บีซีจีถือว่าสอดคล้องกับธุรกิจ ปตท. เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นไบโออีโคโนมี การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า นำกลับมาใช้ใหม่ หรือคลีนอีโคโนมี อย่าง ปตท.เริ่มเปลี่ยนจากฟอสซิลเบสไปสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จากการขายน้ำมันไปขายไฟฟ้า แทนที่จะผลิตรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงเป็นพลังงานก็ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงาน เป็นเรื่องการขยับขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ รวมไปถึงสังคมสูงวัยที่มองธุรกิจกับสุขภาพมากขึ้น

นายศรุต : 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ลำบากของประเทศไทย ต้องต่อสู้กับสถานการณ์โควิด ต้องมีการบาลานซ์ระหว่างเศรษฐกิจและสาธารณสุข สิ่งที่สังเกตได้ในแง่ของประเทศไทย เศรษฐกิจดิจิทัลตรงนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในแง่เศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตรงนี้เองเป็นเรื่องของสถานการณ์โควิดที่คนหันมาใช้งานทางด้านดิจิทัล ในแง่ของธุรกิจเรื่องของ Digital Lifestyle เรื่องของดิจิทัลต่างๆ เป็นโอกาสที่น่าจะเอาสถานการณ์มาขับเคลื่อนได้เลยตอนนี้

Advertisement

เครื่องยนต์เศรษฐกิจปัจจุบันคือการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุน การบริโภค ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์โควิดเหมือนมาเปิดแผลเครื่องยนต์ปัจจุบันที่กำลังวิ่งอยู่ มันมีจุดตรงไหนที่ต้องปรับปรุง แก้ไข ซึ่งจะเห็นได้ว่าบางเครื่องยนต์เมื่อเจอสถานการณ์ปุ๊บ หยุดชะงัก อนาคตการลงทุนต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ รวมทั้งการส่งออกต้องตรงกับความต้องการของตลาดโลก เทรนด์โลก ส่วนสิ่งที่ช่วยเศรษฐกิจใหม่อันแรกคือ Digitalization (การปรับสู่ดิจิทัล) ทำยังไงให้คนเข้าถึงเทคโนโลยี นำตรงนี้มาสร้างเป็นอาชีพ เป็นรายได้ มาสร้างชีวิตที่ดีกว่า ด้านที่สองเป็นเรื่องของ Sustainability (ความยั่งยืน) บีซีจีเป็นเทรนด์ของสินค้าที่ต้องเดินต่อไป และ Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) บางทีก็เรียกว่า Soft Power ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไม่ว่าจะเรื่องเพลง ศิลปิน หนัง มีการดึงคนมาประกวดแข่งขันการสร้าง Digital Content อย่างช่วงที่ผ่านมาแข่งว่าจะดีไซน์เสื้อชุดตัวละครในเกม ROV ให้มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ก็ได้รับความนิยมโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี E-sport ที่เติบโต 10% ทุกปี เม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปีทั่วโลก เป็นโอกาสหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตมากขึ้นได้

นายจิรายุส : การระบาดโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นธุรกิจเดิมๆ แต่บริษัทที่เป็นเศรษฐกิจใหม่ (นิวอีโคโนมี) จะเป็นบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างมหาศาล โดยบริษัทที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจได้ประโยชน์จากโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้ทันจะถูกกระทบ เนื่องจากดิจิทัลอีโคโนมีจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเทรนด์ที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่การระบาดโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้นและเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเท่านั้น ทิศทางของประเทศไทยคือจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นนิวอีโคโนมีบิซิเนส หรือรูปแบบธุรกิจอิงเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมองว่าภาคธุรกิจไม่ควรมีโมเดลธุรกิจแบบเก่าๆ ควรนำกำไรมาใช้ลงทุนในด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ทรานส์ฟอร์มไปกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาทิ เฟซบุ๊กที่เปลี่ยนชื่อบริษัท และใช้เงินลงทุนกับรูปแบบธุรกิจที่เป็นโลกเสมือนจริง (เมตาเวิร์ส) สูงมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าโลกเรากำลังขับเคลื่อนเข้าสู่เว็บ 3.0 ต่อเนื่องจาก 1.0 และ 2.0 ที่ผ่านมา ทั้งการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) บิ๊กดาต้า บล็อกเชน สกุลเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเว็บ 3.0 ซึ่งกำลังจะเกิดในอีก 10 ปีต่อจากนี้

⦁รัฐและเอกชนควรทำอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดศักยภาพใหม่และไปสู่จุดนั้นได้

นายจิรายุส : ประเทศไทยควรที่จะมองโอกาสใหม่ ไม่ควรพัฒนาบนสิ่งเก่า หรือแก้ไขปัญหาเดิม ควรหาอุตสาหกรรมอนาคต (นิวเอสเคิร์ฟ) ใหม่มากกว่า โดยการจะเกิดสิ่งใหม่ได้จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศ (อีโคซิสเต็ม) ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่อง ไม่สามารถทำเองหรือคนใดคนหนึ่งทำได้ แต่ต้องทำร่วมกันในทุกภาคส่วน ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องกล้าออกมาเปิดบริษัท และสร้างสิ่งใหม่เพิ่มขึ้น เล่นกับสิ่งที่เป็นเว็บ 3.0 ให้มากที่สุด ฝั่งรัฐบาลก็ต้องออกกฎหมายที่สอดคล้องกับการสร้างสิ่งใหม่ขึ้น เป็นกฎหมายที่เข้าใจเทคโนโลยี เหมือนการออกกฎหมายให้คนไทยถือปืน ต่างชาติถือมีด เพราะกฎหมายที่ผ่านมาเป็นการออกแบบคนไทยถือมีด แต่ต่างชาติถือปืน เดินหมากผิดมาตลอดในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้เทคโนโลยีที่ผ่านมาในเว็บ 1.0 ถึง 2.0 เป็นของชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด

หากถามว่ามีแอพพลิเคชั่นอะไรที่เป็นของคนไทยบ้าง เชื่อว่าน่าจะมีแค่แอพพ์ของธนาคารเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นของต่างชาติทั้งหมด โดยสาเหตุที่เราไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้เพราะผิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายตามไม่ทัน ซึ่งไทยจะต้องออกกฎหมายที่ทันต่อโลกและเทคโนโลยีเหมือนสหรัฐและจีน ที่เข้าใจในเรื่องนี้และออกกฎที่เอื้อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากธุรกิจสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้แม้มีผู้เล่นชนะเพียงแค่ 1 ราย แต่เท่ากับว่าชนะได้ทั้งหมดทั่วตลาดทันที

รวมถึงข้อจำกัดของประเทศไทยในเรื่องของการมีไอเดีย แต่หาแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดให้ไอเดียเหล่านั้นเป็นจริงได้ค่อนข้างยาก ตัวอย่างในต่างประเทศ เด็กอายุ 18-19 ปี สามารถนำไอเดียของตัวเองผ่านกระดาษและสามารถนำไปให้ภาครัฐพิจารณาเพื่อของบประมาณมาสานต่อไอเดียของตัวเองได้ทันที แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ ไม่มีใครอยากลงทุนในขั้นตอนที่เป็นการเริ่มต้นไอเดีย คนส่วนใหญ่แย่งกันลงทุนในสิ่งที่ทำขึ้นมาจนเห็นผลสำเร็จแล้ว เพราะไม่มีใครอยากเก็บเงินฝากธนาคาร เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก พอเห็นอะไรที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรแล้วก็แย่งกันลงทุน ทำให้ภาครัฐไม่ควรเข้ามาชิงพื้นที่ลงทุนกับภาคเอกชน ในขั้นตอนที่เริ่มใกล้ประสบความสำเร็จหรือสำเร็จแล้ว แต่ควรลงทุนในช่วงเริ่มต้นไอเดีย การพัฒนาและต่อยอดมากกว่า อย่างน้อยก็ให้ไอเดียถูกพัฒนาให้เห็นเป็นโครงสร้าง หรือเป็นรูปเป็นร่างก่อน

นอกจากนี้ มีเรื่องการพัฒนาทักษะมนุษย์ ยกตัวอย่างในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สถานศึกษายังไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีสกิลตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจได้เพียงพอ อาทิ บริษัท บิทคับฯ เปิดรับสมัครพนักงาน 500 อัตรา แต่ยังหาไม่ได้มากนัก ขณะที่มีนักศึกษาจบใหม่ตกงานจำนวนมาก เป็นที่มาของคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย คำตอบคือเกิดช่องว่างระหว่างมนุษย์ ที่กว่าจะสอนความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับงาน ทั้งบล็อกเชน เอไอ บิ๊กดาต้า ไม่สามารถสอนให้เข้าใจได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ทำได้เพียงเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานเท่านั้น โดยวิธีการลดช่องว่างดังกล่าวลงคือ การดึงให้คนที่มีความสามารถและเก่งในสิ่งใหม่เหล่านี้มาสอนผู้อื่น เพื่อสร้างองค์ความรู้ต่อไป

ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีอีกเรื่องเกิดขึ้น เรียกว่า รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) ทุกประเทศจะต้องพูดถึงเรื่องนี้แน่นอน เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากหากมองในกลุ่มที่ปรับตัวไม่ได้จะต้องทำอย่างไรนั้น จะเกิดดิจิทัล ดีไวซ์ ที่สร้างคน 2 กลุ่ม ได้แก่ เอ็กซ์โปเนนเชียล วินเนอร์ และเอ็กซ์โปเนนเชียล ลูเซอร์ ที่หากเป็นวินเนอร์จะทำเงินได้อย่างมหาศาล อาทิ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในทุก 10 วินาที บริษัท แอปเปิล สามารถทำเงินได้ 1.7 ล้านบาท กูเกิลสามารถทำเงินได้ 6 แสนบาท ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นตัวแทนของเอ็กซ์โปเนนเชียล วินเนอร์ ส่วนคนที่เหลือทั่วโลกทำเงินได้เพียง 0.60 บาทเท่านั้น ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะดิจิทัล ดีไวซ์ และเชื่อว่าในอีก 10 ปีจากนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นอีกแน่นอน

โดยหลายคนอาจคิดว่าหากรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าเกิดขึ้นมาแล้ว คนไทยคงไม่ทำงานเพราะขี้เกียจ แต่ความจริงมองว่าไม่ใช่ เพราะความจริงแล้วคนไทยขาดโอกาสมากกว่า แม้มีคนเก่งแต่ก็ขาดโอกาส ทำให้หากเรามีรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า คนที่ไม่ถือว่าโชคดีในการทำธุรกิจก็อาจกล้าออกมามากขึ้น เพราะมีหลักประกันความเสี่ยงให้กับครอบครัวตัวเองแล้ว พอคนกล้าออกมาเสี่ยงมากขึ้น บวกกับอินเตอร์เน็ตที่อยู่บนท้องฟ้า บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทำงานที่ใดก็ได้ เชื่อว่าจะเป็นจุดปลดล็อกไอเดียจำนวนมหาศาล และผลักดันให้คนกล้าออกมาสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศไทยได้

นายบุรณิน : ประเทศไทยในยุค 3.0 ดูตัวเลขการส่งออกถือว่าประสบความสำเร็จในภาคการผลิต ในยุคเดิมใช้แมสโปรดักชั่น คือย้ายฐาน แต่โลกยุคใหม่ คีย์คือช่วงแรกยังไม่กล้า ซึ่งเรื่อง 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายพูดกันมานานแล้วแต่ยังไปไม่ถึงไหน ทำไมต้องเร่ง พอคนเข้าใจเห็นความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี ดิจิทัล คน ในช่วงโควิดโชคดีที่แต่ละประเทศหยุดรอประเทศไทย และเพราะมีการปรับตัวในระดับหนึ่งทำให้อุตสาหกรรมยังดีแม้เกิดโควิดช่วง 2-3 ปี แต่ถ้าจะขยับไปข้างหน้าต้องเปลี่ยนวิธีการเป็นแบบ 4.0 ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อนำพาประเทศไทย เชื่อว่าคนที่อยู่ 3.0 ไม่ใช่ทุกคนกระโดดไป 4.0 ได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาโปรดักต์ในยุค 3.0 ไม่ว่าจะทำอะไรไม่ได้ อยู่ในธุรกิจเดิม ถ้าฐานใหญ่อยู่แล้ว ถ้า Include มาอย่างน้อยทำให้ผลประกอบการดีขึ้น 10-20%ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งและไม่ลืมว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว

การขับเคลื่อน 4.0 ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นสิ่งจำเป็นมากจึงเป็นที่มาของ ปตท.เมื่อปีที่แล้วได้แยกเป็น 3 ธุรกิจ ธุรกิจดั้งเดิม (OLD) ธุรกิจปัจจุบัน (NOW) และธุรกิจใหม่ (NEW) ที่ไปหาในอนาคต แต่ปีนี้ปรับจากเดิม OLD-NEW-NOW เป็น NOW-NEW-BETTER โดย NOW ต้องทำทันทีเรื่องใหม่ และมีศักยภาพสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นรีคาร์บอไนเซชัน เทคโนโลยี ดิจิทัล และต่อยอดสู่ไบโอเทคโนโลยี และต้อง BETTER ดีต่อโลกและทุกคน เชื่อว่าการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วไม่ใช่ทุกคนจะตามทัน แต่ทำยังไงให้มีคนที่เป็นแชมเปี้ยน มีคนระดับกลางที่มูฟตามขึ้นมา มีคนระดับท้ายๆ ที่อยู่ดีกินดีได้จากการใช้เทคโนโลยีทำให้เข้าถึงโอกาส ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ ดิจิทัล ถ้ามีองค์ประกอบครบจะทำให้ประสบความสำเร็จ ต้องบอกว่าประเทศไทยวันนี้มีหลากหลายเจเนอเรชั่น หลากหลายสกิล (ทักษะ) แต่ต้องทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้และไปสู่โลกใหม่ มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ต้องมองในอาเซียนและในเวทีโลก ผมเชื่อในสิ่งที่ ปตท.กำลังทำ เป็นศักยภาพใหม่ที่ภาครัฐเอกชน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง รายย่อย ต้องเป็นวันทีม เป็นทีมไทยแลนด์

ปัจจุบัน ปตท.เพิ่งเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากบริษัทพลังงานไทยชั้นนำที่ใช้มา 14 ปี เป็น Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต ถ้า ปตท.จะทำพลังงาน จะไม่ใช่รูปแบบเดิมเป็นฟอสซิล จะเป็นเรื่องพลังงานสะอาด รีนิวเออร์เบอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ขณะเดียวกันจะไม่หยุดแค่พลังงาน มีธุรกิจใหม่ที่เป็นบียอนด์ไม่ว่าโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานที่ไปลงทุนท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ยังมีเอไอโรบอติก และเป็นหัวหอกคือธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) ตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ทำเกี่ยวกับยา วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหารทางการแพทย์ และไปต่อยอดกับไบโอเทคโนโลยีที่เชื่อว่าอนาคตเทรนด์นี้จะมาเพราะเราทำกายภาพ ดิจิทัลแล้ว ทำให้ลงไปถึงระบบนาโนและระบบพันธุกรรมได้ ซึ่ง ปตท.พยายามทำเรื่องนี้ โดยสร้างอีโคซิสเต็มให้เกิด ไม่ทำคนเดียว เพราะประเทศไม่ได้ประโยชน์ ใช้พลังงาน เวลามาก ที่สำคัญกว่าจะไปถึงอาจจะไม่ทันกาล เราจะเป็นแพลตฟอร์มและสร้างอีโคซิสเต็มและคนเก่งๆ เป็นพลังให้คนรุ่นใหม่สร้างประเทศ ต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สุดท้ายจะทำให้ทุกคนมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ประเทศไทยมีจีดีพีที่โตขึ้น และมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น

นายศรุต : ถ้าพูดถึงโครงสร้างดิจิทัลในประเทศไทย ผมเชื่อเหมือนกับคุณท็อปในการสร้าง Ecosystems (ระบบนิเวศ) ให้เติบโต Sea Thailand ที่กำลังทำอยู่คือเราจะสร้าง Ecosystems ทางด้านดิจิทัล ขับเคลื่อนเติบโตในประเทศไทยอย่างไร อันหนึ่งที่เรามาดูเรื่องของการจัดอันดับ Digital Competitiveness Ranking มี 66 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 พอมานั่งดูอะไรที่ทำให้เกิดตรงนี้เขาแยกออกมาเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ปรากฏว่าอยู่ในอันดับดีที่ 22 เรามี 5G มี Mobile Internet ในราคาที่เข้าถึง เรามีระบบโลจิสติกส์แข็งแรง มี Digital Payment มีพร้อมเพย์ที่ Advance มากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค คนใช้เยอะแยะมากมาย ตรงนี้เองถือว่าเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่สิ่งที่ทำให้อันดับเราตกคือเรื่องของ Digital Knowledge คือความรู้และทักษะทางด้านดิจิทัล คนที่จะเข้ามาทำงานบริษัทแพลตฟอร์ม ทำงานในบริษัทเทคโนโลยี เราค้นหานานมาก ส่วนใหญ่เราต้องหาคนมีศักยภาพ นำเขามาเทรนด์ มาสร้างความรู้ตรงนี้เพิ่มเติม หรือว่าในด้านความพร้อมเข้าสู่ทักษะแห่งอนาคต เราก็ยังน้อยกว่าในหลายๆ ประเทศ ซึ่งต้องเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กๆ ทำยังไงให้นักเรียนนักศึกษามีความพร้อมเข้าสู่โลกอนาคต

เรามองเห็นเรื่องของ Digital Device อาจจะไม่ถึง Exponential เทคโนโลยีจ๋า เล่าให้ฟังในเรื่องของเอสเอ็มอีเมืองไทย เราเห็นว่ามีอยู่กว่า 6 ล้านกว่าราย จะเห็นได้ว่าบางกลุ่มปรับตัวมาขายออนไลน์ มาทำผลิตภัณฑ์ใหม่ มาขายเป็น B2C ใช้ออนไลน์เป็นกระแสหลัก แต่ก็มีบางกลุ่มที่ยังไม่เข้ามา อย่างเอสเอ็มอีที่เป็นภาคการผลิต ทำ OEM Manufacturing ไม่ได้มีแบรนด์ เน้นขาย B2B เป็นหลัก เราจะทำยังไงให้เขามาทำดิจิทัลมากขึ้น สร้างแบรนด์ รวมถึงมาทำเป็น B2C Online Market มากขึ้น อีกกลุ่มคือเกษตรกร ที่เห็นว่าขายของสด ขายส่งเป็นหลัก ไม่มีผลิตภัณฑ์แปรรูป เราจะสนับสนุนให้เขาแปรรูปยังไง ให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มราคามากขึ้น ขายตรงถึงลูกค้า มีรายได้มากขึ้น ถ้าเราทิ้งไว้แบบนี้จะเกิดความเหลื่อมล้ำ กลุ่มที่ทำเป็นก็จะทำต่อ และจะเติบโตไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากลุ่มที่ทำไม่เป็นก็จะใช้แนวทางเดิม เราจะทำยังไงให้เขาพัฒนาตรงนี้ได้

เวลาพัฒนาทักษะดิจิทัล ครั้งแรกคนไม่เห็นผลว่าดียังไงต้องไปสอนเขาทำ ให้เขาลอง พอทำเป็นแล้วเห็นผลเป็นรายได้กลับมา แล้วเขานำรายได้ตรงนี้มาพัฒนา มาปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คล้ายๆ เป็น Cycle ที่จะหมุนเติบโตขึ้น จะเป็น Linear หรือ Exponential ก็อยู่ที่ความสามารถของคนที่จะเข้าถึง ถ้าเทียบกับคนที่เข้าไม่ถึง เหมือนการนั่งอยู่เงียบๆ ยังใช้ช่องทางเดิมวิธีการเดิม โอกาสที่เปลี่ยนแปลงก็จะยาก ทั้งนี้ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ภาครัฐเป็นหน่วยงานกำกับที่จะต้องเปลี่ยนจาก Regulator มาเป็น Facilitator ที่ทำให้คนเข้าถึง ในภาคเอกชนเราก็ช่วยสนับสนุน โดย Sea Thailand อย่าง Shopee ก็มีการขับเคลื่อนให้คนเทรนใช้เครื่องมือตรงนี้มาทำธุรกิจมากขึ้น ส่วนจะเป็นไปได้มั้ยว่าเด็กๆ สามารถยื่นโครงการขอเงินทุนจากภาครัฐได้ ไกลเกินมั้ย คิดว่าเราต้องฝันก่อน ถ้าเราฝันเห็น What ต้องทำอะไร ถ้าเกิดว่าเราวาง How ที่ดีเชื่อว่าเป็นไปได้

⦁ประเด็นกฎเกณฑ์ กฎหมาย และบุคลากรในปัจจุบัน

นายบุรณิน : ฝั่งซัพพลายคือเทคโนโลยีมีมากแล้ว ต้องตามให้ทันและไปเร็ว ความยากคือฝั่งดีมานด์ ประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน ถ้าเทียบตลาดบนโลกดิจิทัลหรือเทคโนโลยีนิดเดียว ต้องพูดถึงอาเซียน 600 ล้านคน หรือจะไปบวกจีน อินเดียต่างๆ เพราะบนโลกดิจิทัลพูดถึงคนประมาณ 5-6 พันล้านคน เป็นโลกที่ใหญ่มาก เราต้องไม่มองแค่ประเทศไทย ส่วนเรื่องคนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีคนอยู่ในธุรกิจใหม่เพราะเพิ่งสร้าง วิธีการจะระดมคนอย่างไรในการทำธุรกิจใหม่ ต้องดูพาร์ตเนอร์ชิป การเป็นเครือข่ายของในประเทศและต่างประเทศ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะทำทุกเรื่องได้เหมือนกันหมด เรามีเอาต์ซอร์สบางเรื่อง สิ่งที่จะเกิดได้ไม่ว่าตลาด เทคโนโลยี ต้องออกแบบโครงสร้างไม่แข็งเกินไป ภาครัฐหรือบริษัทสามารถยืดหยุ่นได้เพราะมูฟได้เร็ว ถ้าบอกว่ารับแต่คนไทยอาจจะไม่เกิด ต้องมีคนจีน อินเดีย ประเทศอื่นบ้าง

ขณะนี้ภาครัฐต้องยอมรับว่าช่วง 2 ปีหมดไปกับโควิดมาก ในเรื่องงบประมาณ วันนี้ภาคเอกชนต้องลุกขึ้นมาทำด้วยตัวเอง ภายใต้การสนับสนุนของรัฐ แต่ว่าถ้าคิดว่ารอรัฐเอื้อมมือมาดึงเราขึ้นไป เราต้องคิดกลับว่าเราเดินเข้าไปเต็มที่และติดอะไร เดินเข้าไปหารัฐ ทุกรัฐบาลพร้อมรับฟังเพราะมองเห็นปัญหาเดียวกัน ว่าถ้าไม่ขยับตรงนี้อนาคตเราจะลำบาก ที่สำคัญสิ่งที่ฝากภาครัฐคือการพัฒนาบุคลากร การที่รัฐสนับสนุนให้บริษัทใหญ่ที่ขาดแคลนกำลังคนทักษะใหม่ๆ ไปจัดเทรนนิ่ง อยากให้รัฐลงทุนตรงนี้หากจะใช้เงินจริงๆ ให้ได้คนมีศักยภาพน่าจะเป็นทางออกที่ดี

⦁อุปสรรคและปัญหาที่อยากให้รัฐช่วยแก้

นายศรุต : เรื่องของการพัฒนาคนที่จะต้องสร้าง Digital Talent จะทำอย่างไรให้ภาครัฐสนับสนุนตรงนี้ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั่วถึง ภาครัฐมีบุคลากรทั่วประเทศที่จะสามารถเป็น Digital Ambassador เพื่อสอนคนในชุมชนเรื่องทักษะดิจิทัล เป็นโอกาสที่ภาครัฐสามารถสร้างโอกาสตรงนี้ได้ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย แต่มีผู้ประกอบการที่ส่งออกได้ 30,000 รายคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ด้วยเทคโนโลยี โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ ทำให้เราเชื่อมต่อไปต่างประเทศได้มากขึ้น ช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีก้าวเข้าสู่คอมเมิร์ซและให้ส่งออกไปมากขึ้น

สิ่งที่การีน่าทำเป็นเรื่อง Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ที่มีเกมและ E-sport (อีสปอร์ต) เป็นธุรกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย ตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ทำเรื่องเกมมา 10 กว่าปีแล้ว โดยสร้าง Ecosystem (ระบบนิเวศ) ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว ตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อพัฒนาเกม คอนเทนต์ ให้ความรู้ผู้ปกครอง นักเรียน ช่วยพัฒนานักกีฬา พร้อมกับการสร้างเมืองเกี่ยวกับเกมและ E-sport ทาง Sea Thailand ก็มองธุรกิจนี้เหมือนกัน พยายามช่วยสร้าง Ecosystem ในประเทศไทยให้เติบโต หวังว่าจะเป็นการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็น E-sport Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

⦁คำแนะนำให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ตกขบวน และเป็นที่ต้องการของธุรกิจ

นายบุรณิน : สิ่งที่สำคัญคือตัวทัศนคติและมายด์เซต เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ ต้องหาตัวตนให้เจอ มีความเก่ง มีความถนัดอะไร ต้องมองอนาคตให้ออก ถ้าเรื่องนั้นสอดคล้องกับความเก่งกับอนาคต ต้องเอาตัวรอดได้แน่ ที่สำคัญเครือข่ายต้องมี ไม่ใช่คอนเน็กชั่น แต่พูดถึงพอร์ตโฟลิโอที่เราทำกับบริษัทนั้นๆ และไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่แค่ประเทศไทย ให้มีเพื่อนอยู่ในอาเซียนและในโลก ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต การทำงานถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ให้เลือกงานที่สอดคล้องกับความชอบ ที่สำคัญอย่าไปเกี่ยงงาน แล้วทุกงานจะเป็นประโยชน์ ถ้าสามารถติวข้อมูลที่มีอยู่และสามารถจินตนาการสร้างโมเดลได้จะประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นคนเก่งจะมีสโลแกนส่วนตัว “โลกเปลี่ยน เราแค่ปรับ” เชื่อว่าสุดท้ายจะหารายได้ดำรงชีวิตได้ สร้างผลงานได้ ปตท.มุ่งไปสู่การแพทย์ เพราะทำแบบทั่วๆ ไป สุดท้ายอีโคโนมีออฟสเกลเราไม่ได้ แต่ถ้าใช้การแพทย์บวกอาหาร ยาและวินิจฉัยโรคได้จะเป็นยูนีคและสามารถทำให้เกิดบูรณาการ ซึ่งประเทศไทยเก่งการแพทย์อยู่แล้ว แต่อุปกรณ์ทั้งหมดเรานำเข้าหมด ทำอย่างไรจะเปิดเวทีให้เก่งมาเจอกัน แต่ไม่ใช่เพื่อแย่งการเป็นผู้นำ แย่งกันสร้างสรรค์ผลงาน

นายจิรายุส : คนทุกคนไม่ควรหยุดการเรียนรู้ คนที่ประสบความสำเร็จได้ ที่ผ่านมาก็เรียนรู้ตลอดชีวิต ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องเรียนรู้ให้เร็วขึ้นเช่นกัน รวมถึงสิ่งสำคัญคือความสามารถในการแก้ความเข้าใจผิด หรือการลืมสิ่งที่เรียนรู้มาในอดีต เพราะกฎของการทำธุรกิจ หรือกฎของโลกจะเปลี่ยนในทุก 10 ปี อาทิ ในปัจจุบัน การเป็นเจ้าของลดน้อยลง เน้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงกับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เราต้องศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวให้ได้ แม้อาจเป็นดาบสองคมเพราะคนที่เคยประสบความสำเร็จมาตลอด 10-20 ปี ก็จะยึดติดกับสิ่งที่เคยทำและประสบความสำเร็จ ทำให้เปลี่ยนแปลงยาก แต่ถือว่าความสามารถในการแก้ความเข้าใจผิด หรือการลืมสิ่งที่เรียนรู้มาในอดีต เป็นสกิลที่สำคัญสุด ซึ่งส่วนนี้ตั้งแต่ระดับผู้บริหารลงมาทุกคนจะต้องมีการเรียนรู้สิ่งใหม่แบบรวดเร็วเหมือนกัน โดยแนะนำคนรุ่นใหม่ให้ออกมาทำสิ่งใหม่ ผลักดันเทคโนโลยีและโลกเดินไปข้างหน้า เชื่อว่ายังมีทักษะและความสามารถอีกจำนวนมากที่ขาดแคลน ซึ่งคนรุ่นใหม่จะเรียนรู้ได้เร็วกว่า และไม่ต้องใช้ความสามารถในการแก้ความเข้าใจผิด หรือการลืมสิ่งที่เรียนรู้มาในอดีต เนื่องจากการลืมการเรียนรู้ที่ผ่านมายากกว่าการเรียนรู้ใหม่

สำหรับเป้าหมายต่อไปของบิทคับอยู่ระหว่างวางให้เป็นโครงสร้างหลักของเว็บ 3.0 เหมือนช่วงที่ผ่านมา เมื่อเกิดเว็บ 1.0 และ 2.0 ก็จะมีกลุ่มบริษัทที่วางตัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานในยุคของเว็บนั้นๆ

นายศรุต : มีโอกาสได้คุยกับน้องๆ รุ่นใหม่ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เมื่อได้คุยกับเขารู้สึกว่าเขาค่อนข้างจะมีกรอบว่าเราต้องโตมาอย่างงี้ ผมก็จะแนะนำไปว่าอย่าไปยึดติดตรงนั้น เราต้องรู้สิ่งใหม่ๆ รู้จักการยืดหยุ่น จะปรับตัวยังไงให้ทันกับโลกใหม่ เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนเข้าใจเรื่องดิจิทัลอยู่แล้ว นอกจากนี้คนทั่วไปจริงๆ ควรที่จะเรียนรู้ปรับตัวเหมือนกันในแง่ของเทคโนโลยีดิจิทัล ล่าสุด มีโครงการใหม่ที่ผมฟังแล้วตื่นเต้นดี คือโครงการปลุกสกิลของวัยเกษียณ คือทำอย่างไรให้วัยเกษียณมาเป็นผู้ประกอบการวัยเก๋าได้ เมื่อไปเทรนแล้วเขาสามารถทำได้ กลายเป็นว่าช่วงเกษียณแล้วมีเวลาว่าง ตัวนี้เป็นโอกาสหนึ่งในการหารายได้ คนไทยทุกคนเข้าถึงดิจิทัลสกิล อีคอมเมิร์ซ เป็นโอกาสสร้างชีวิตที่ดีกว่าได้

⦁ระบุชื่อนวัตกรรมใหม่ที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

นายศรุต : 10 ปีนี่ไกลมาก เราไม่รู้ว่าที่พูดๆ กันอยู่ 10 ปีจะมีอยู่รึเปล่า อาจจะขอถอยมานิดนึงปีนี้ หรือใน 2-3 ปีข้างหน้าผมว่า Creative Economy ของประเทศไทยมีความแข็งแรง เรามีทุนวัฒนธรรม ทุนทางด้านศิลปะ เอกลักษณ์ความเป็นไทย ตรงนี้เราจะสร้างยังไงให้เติบโต แล้วเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่เราส่งออกไปได้ อย่างในมุมที่ Garena ที่ทำอยู่ เรื่องของเกมและ E-sport เป็นสิ่งที่เมืองไทยมีความแข็งแรง เราเชื่อว่าปัจจุบันคนมองประเทศไทยเป็น Destination (จุดหมายปลายทาง) มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมีทีมสโมสรต่างประเทศดังๆ อย่างสโมสรบาเลนเซีย มาตั้งทีมสโมสร E-sport ในเมืองไทย เพราะเขาเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้าง E-sport มีมาตรฐานที่ดีเทียบเท่ากับนานาชาติ ตรงนี้เราจะมาช่วยกันสร้างเรื่องของ Creative Economy ให้เป็นอีกหนึ่งเศรษฐกิจใหม่ ศักยภาพใหม่ของไทยได้อย่างไร

นายจิรายุส : ในอีก 10 ปีข้างหน้า มองว่าในอนาคตไม่ใช่ยุคที่เทคโนโลยีเพียงตัวเดียว จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก แต่เป็นการผสมผสานกันของหลายๆ เทคโนโลยีมากกว่า อาทิ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจบล็อกเชนมากขึ้น จึงสามารถนำเทคโนโลยี 1 ตัว เข้ามาหาโอกาสได้ แต่อันนี้เป็นยุคเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในอนาคตอีก 10 ปีต่อจากนี้ ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จคือ คนที่สามารถผสมผสานเทคโนโลยีหลายตัวทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทรานส์ฟอร์มรูปแบบธุรกิจใหม่ในโลกอนาคต