ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 1 (ระดับรัฐมนตรี) กับนายโมฮัมหมัด เรซา เนมัทซาเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และการค้าของอิหร่าน และมีพิธีลงนามเอกสารผลลัพธ์การประชุมเจทีซี ไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 1 ว่า ทั้งสองฝ่ายหารือถึงแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า ตั้งเป้าหมายการค้าร่วมกันให้ถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564 และตกลงกันให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงสิทธิพิเศษทางการค้า (พีทีเอ) ซึ่งต่างจากการทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) พีทีเอเป็นลักษณะการลดภาษีสินค้าระหว่างกันลงมาจากระดับปกติ แต่ไม่ถึงขั้นลดเหลือ 0% เพื่อเร่งเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน คาดว่าการศึกษาดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2560 ในระหว่างนี้ทั้งสองฝ่ายจะมีการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าระหว่างกันก่อนคนละ 100 รายการ ว่าต้องการซื้อขายอะไรกันบ้าง โดยทั้งสองฝ่ายจะทำแผนปฏิบัติการร่วมกันว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งจะมีการหารือกับภาคเอกชนต่อไป
นางอภิรดีกล่าวว่า ส่วนการเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว อิหร่านพร้อมที่จะเร่งรัดการดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานข้าวไทย คาดจะได้คำตอบก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกข้าวไปยังอิหร่านโดยเร็วที่สุด หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซื้อขายข้าว 3 แสนตัน เมื่อครั้งรัฐบาลไทยเยือนอิหร่านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และไทยตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกข้าวไปยังอิหร่านให้ถึง 7 แสนตันต่อปี เหมือนช่วงก่อนอิหร่านโดนมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้จะขยายสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่ม โดยอิหร่านมีความต้องการนำเข้าและเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม ผลไม้เมืองร้อน อาหารทะเล ยางพารา เป็นต้น
นางอภิรดีกล่าวอีกว่า อิหร่านยังต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป สิ่งทอ และอัญมณี เป็นต้น และจะพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันทางด้านมาตรฐานฮาลาลและส่งเสริมการท่องเที่ยว และยังได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนของกลไกการชำระเงินในการทำการค้ากับอิหร่าน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
นางอภิรดีกล่าวว่า ไทยพร้อมที่จะนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก และทั้งสองฝ่ายจะรื้อฟื้นความร่วมมือทางด้านพลังงานหลังจากที่ได้มีการลงนามมาตั้งแต่ปี 2547 ไทยพร้อมเดินหน้าเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานร่วมด้านพลังงานในต้นปีหน้า เพื่อหารือและส่งเสริมภาคพลังงานระหว่างกัน
ปัจจุบันอิหร่านเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 9 ของไทยในตะวันออกกลาง ในปี 2558 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า อิหร่านเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีศักยภาพในการเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเครือรัฐเอกราช (ซีไอเอส)

