วิกฤต ‘น้ำมันรั่ว’ สะท้อนผลกระทบ

3.02.22 | 06:34 น.

วิกฤต ‘น้ำมันรั่ว’ สะท้อนผลกระทบ

จากเหตุการณ์ท่อน้ำมันดิบรั่วไหลใต้ทะเลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกหรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเลของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กว่า 160,000 ลิตร ทำให้มีคราบน้ำมันถูกน้ำทะเลพัดเข้าชายหาดแม่รำพึง สร้างผลกระทบและความเสียหายเป็นวงกว้าง

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง

“สมปอง ศิริมหา” เจ้าของร้านขายอาหารทะเล “เจ้สมปอง” ชายหาดแม่รำพึง เผยว่า เรื่องการชดใช้เยียวยาผู้ประกอบการตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าคราบน้ำมันจะเข้ามาอีกกี่ระลอก ถามว่าอยากให้เยียวยาดูแลไหม อยากมาก คราบน้ำมันเข้าชายหาด ต้องปิดร้านตั้งแต่วันแรก ทำให้กุ้ง หอย ปู ปลา แมงดา หอยเชลล์ ฯลฯ พวกนี้ราคาแพง กก.ละ 400 กว่าบาท ได้รับความเสียหาย เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมา ก็ไม่รู้ว่าจะไปขายให้ใคร เพราะนักท่องเที่ยวก็คงคิดว่ากุ้ง หอย ปู ปลา ปนเปื้อนสารเคมีหรือไม่ กินแล้วจะท้องเสียหรือเปล่า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอาหารทะเลสั่งซื้อมาก่อนเกิดน้ำมันรั่วหรือหลังเกิดน้ำมันรั่ว เราตั้งความหวังว่าจะขายให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวช่วงวันตรุษจีนและหลังตรุษจีน เพราะทุกปีที่ผ่านมาจะมีนักท่องเที่ยวมากินอาหารทะเล ลงเล่นน้ำสนุกสนานกันเยอะมาก เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ตั้งแต่มีข่าวออกว่าน้ำมันดิบรั่วปั๊บลูกค้าหายหมด ต้องเก็บของกลับบ้านอยู่ไม่ได้เพราะชายหาดส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก

“ฉันมีความรู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำอะไรไม่ถูก เพราะมันเคยเกิดมาครั้งหนึ่งแล้ว ทำไมมันยังเกิดซ้ำขึ้นมาอีก นี่คือที่เราได้รับผลกระทบ ที่เรายังประเมินไม่ได้ในเวลานี้ ในความคิดส่วนตัวของแม่ค้าว่ามันไม่น่าจะเกิดซ้ำอีก ซึ่งมันมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ผลกระทบกับชายหาด ชาวประมง พ่อค้าแม่ค้า รถขายส้มตำ-ไก่ย่าง ผลไม้ และเครื่องดื่มพ่วงข้าง ร้านอาหารและพนักงานรวมทั้งเจ้าของร้าน ต้องได้รับความเดือดร้อน ถามว่ารอการเยียวยามั้ย รอ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาดูสภาพความเป็นจริง ฉันพูดไม่ค่อยเป็น ไม่ใช่นักพูด ฉันพูดตามความรู้สึกของฉันที่มันออกมาจากใจจริงๆ”

สมปองยังบอกอีกว่า อยากให้มีการช่วยเหลือเยียวยาเร็วๆ เพราะจะได้ค้าขายต่อได้ และอยากให้ฟื้นฟูชายหาดโดยเร็วอย่าให้มีคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่บนพื้นทราย ตอนนี้มันยังมีอยู่แต่เบาบางขึ้นเป็นระลอก ซึ่งทาง
เจ้าหน้าที่ก็พยายามเก็บกู้กันอย่างเต็มที่ จนมีความรู้สึกสงสารเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทุกหน่วยงาน แต่ก็ยังมีคราบน้ำมันเข้ามาอยู่ เราก็ไม่รู้ว่าคราบน้ำมันที่ตกค้างจะเข้ามาอีกกี่ระลอกและเมื่อไหร่ เพราะทะเลมันกว้างไม่ใช่แม่น้ำและไม่ใช่ลำคลอง ยอมรับว่าครั้งนี้คราบน้ำมันเข้าหาดแม่รำพึงมีจำนวนมากกว่าครั้งที่แล้ว อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่ดูแลเรื่องการชดใช้เยียวยา อยากให้มีการเยียวยาเร็วหน่อยก็จะดี เพราะขณะนี้บรรยากาศร้านอาหารทะเล (เต็นท์เขียว) ร้างไปเลย

Advertisement

“จิรภัทร รัตนปัญญา” สินสมุทรกรุ๊ปรีสอร์ท เกาะเสม็ด เผยว่า ผลกระทบคราบน้ำมันครั้งนี้นักท่องเที่ยวทยอยยกเลิกจองที่พักจนถึงวันนี้ยังโทรมายกเลิกไม่หยุด ส่งผลกระทบต่อสินสมุทรกรุ๊ปรีสอร์ทอย่างมาก เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม จะเป็นเดือนที่จะมีกรุ๊ปใหญ่ๆ ซึ่งเป็นคนไทยจะมาเที่ยว พอมีข่าวคราบน้ำมันก็โทรมายกเลิกเพื่อเปลี่ยนที่เที่ยวใหม่ โดยให้เหตุผลว่า 1.ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล 2.ไม่กล้าดำน้ำกลัวสารเคมีสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนน้ำทะเล และ 3.ไม่กล้ากินอาหารทะเล ทำให้เราเสียหายทั้งปี มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน และพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น ซึ่งเป็นเดือนที่ทำรายได้ของผู้ประกอบการ เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วครั้งแรกเกิดเดือนกรกฎาคม 2556 เชื่อมต่อสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงโลซีซั่น ส่วนเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม เป็นฤดูของทะเลเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการทางทะเล เมื่อมาเจอแบบนี้เสียหายมาก

จิรภัทรบอกต่อว่า สินสมุทรกรุ๊ปรีสอร์ท ประกอบธุรกิจโรงแรม เรือนำเที่ยวรับส่งดำน้ำดูปะการังและร้านอาหารครบวงจร พอถูกยกเลิกก็เสียหายเป็นโดมิโนหนักมาก ส่วนกรณีการเยียวยายังนึกไม่ออกว่าบริษัทจะเยียวยาอย่างไร เรื่องคราบน้ำมันไม่ใช่จะเก็บหมดแล้วก็จบใน 10 วัน นักท่องเที่ยวเขายังห่วงสารเคมีในน้ำ ไม่กล้าเล่นน้ำ ไม่กล้าดำน้ำดูปะการังและไม่กล้ากินอาหารทะเลไปอีกนาน ซึ่งทางเราขอเยียวยา 6 เดือนของแต่ละกิจการ เนื่องจากสินสมุทรฯมี 3 กิจการโรงแรม 65 ห้อง เรือเร็ว 22 ลำ และร้านอาหาร หลังสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกำลังจะคลี่คลาย คนไม่เที่ยวมานานก็อยากจะเที่ยว ก็มาเจอเหตุการณ์น้ำมันรั่วขึ้นมาอีก

ขณะที่ “สำออย รัตนวิจิตร” นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง กล่าวว่า มีสมาชิกกลุ่มประมง 17 กลุ่ม อาทิ กลุ่มพลาสามัคคี กลุ่มตากวน กลุ่มปากน้ำบ้านเรา กลุ่มวังแก้ว กลุ่มแหลมแม่พิมพ์ เป็นต้น จำนวนประชากรกว่า 200 คน ได้รับผลกระทบน้ำมันรั่วครั้งนี้ 1.หาดแม่รำพึงถูกประกาศเป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติ ส่งผลกระทบพ่อค้าแม่ค้าทั้งหมด ชาวประมงหาปลามาได้ก็ไม่รู้จะไปขายใคร 2.นักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวไม่ได้ทำให้รายได้หายไป และ 3.ห้ามเรือออกไปจับสัตว์น้ำหลังจากนี้ไปชาวประมงจะเอารายได้ที่ไหนไปเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ สมาชิกในกลุ่มนำเรือไดหมึกออกทะเลไปเฝ้าระวังคราบน้ำมันที่จะไหลเข้าชายฝั่งตลอดทั้งคืน 4-5 คืนแล้วจำนวนหลายลำไต๋เรือตกหมึก ตกปลาไม่ได้สักตัว

นี่คือผลกระทบแค่หาดแม่รำพึงแห่งเดียว นี่คือผลกระทบที่เห็นได้ชัด ถ้าเรามองในภาพใหญ่ว่าการที่น้ำมันที่รั่วไหลออกมา มันเป็นภาระหนักที่ใช้สารเคมีกดคราบน้ำมันลงใต้ทะเล ทะเลก็จะเกิดวิกฤต เรายังไม่รู้เลยว่าคราบน้ำมันไปติดอยู่กับปะการังตรงไหนบ้าง พอมีปลาตายมาติดชายฝั่ง ก็ออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่ตายด้วยคราบน้ำมัน ตายด้วยธรรมชาติ สังคมบ้านเราเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้นชาวประมงเป็นห่วงมากที่สุด เรื่องสัตว์น้ำสูญหายไป ทรัพยากร ธรรมชาติระบบนิเวศที่เสียไป

เหตุการณ์น้ำมันรั่วเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปี สถานการณ์เริ่มจะดีปี 2563-2564 เริ่มมีกุ้งเข้ามา ทำให้ชาวประมงมีรายได้จากการทำกะปิ มีปลากะตัก

พอเข้าปี 2565 ได้เดือนเดียวมีน้ำมันรั่วเข้ามาอีก ทุกคนร้องว่าอีก 10 ปีเราจะมีกุ้งเคยทำกะปิไหม กะปิเป็นของคู่บ้านคู่เมือง มีกะปิถ้วยหนึ่ง มีปลาถ้วยหนึ่ง เขาก็อยู่กันได้

นี่เป็นเรื่องวิกฤตที่พวกเขาเป็นห่วง เขาต้องการเงินเยียวยามาเป็นทุน เพราะเขามีรายได้วันละ 1,000-2,000-3,000 บาท เลี้ยงครอบครัว

ถ้าทะเลเกิดวิกฤตจับสัตว์น้ำมาได้ แต่ขายไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร!?